จริง
เวลาที่เรากดสวิตช์ไฟ เราแทบไม่เคยนึกถึงระบบซับซ้อนเบื้องหลังที่ทําให้ไฟสว่างอยู่ได้ตลอดเวลา หนึ่งในแนวคิดสําคัญที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงของระบบไฟฟ้าคือ “กําลังผลิตไฟฟ้าสํารอง” (reserve margin) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศมีกําลังการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการสูงสุดอยู่เท่าใด เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้า
กําลังผลิตไฟฟ้าสํารองคืออะไร?
กําลังผลิตไฟฟ้าสํารองเปรียบเสมือน “เบาะกันกระแทก” ของระบบไฟฟ้า ใช้วัดว่ามีกําลังการผลิตไฟฟ้าเหลือเกินจากความต้องการสูงสุดมากเพียงใด ตัวอย่างเช่น หากความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยในวันที่อากาศร้อนที่สุดอยู่ที่ 36,000 เมกะวัตต์ (MW) และมีกําลังการผลิตทั้งหมด 45,000 เมกะวัตต์ ส่วนต่างที่เหลือ 9,000 เมกะวัตต์ คือ “กําลังสํารอง” หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ไฟฟ้าสํารองดังกล่าวช่วยป้องกันไฟดับเป็นวงกว้าง หากเกิดเหตุขัดข้องกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โดยไม่คาดคิด
ประเทศไทยมีกําลังผลิตไฟฟ้าสํารองเยอะแค่ไหน?
ข้อมูลปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีกําลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 51,400 เมกะวัตต์1 (ไม่รวมผู้ผลิตขนาดเล็กมากหรือ VSPP ประมาณ 4,293 เมกะวัตต์)2 ในขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 36,478 เมกะวัตต์ ตามตัวเลขนี้ดูเหมือนจะมีกําลังผลิตไฟฟ้าสํารองมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง โรงไฟฟ้าไม่ได้พร้อมใช้งานตลอดเวลา บางแห่งอาจหยุดซ่อมบํารุง หรือแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังลมก็อาจไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่เวลาที่มีความต้องการสูง เมื่อกระทรวงพลังงานคํานวณเฉพาะ “กําลังผลิตที่พึ่งพาได้” (dependable capacity) จะเหลือเพียง 46,191 เมกะวัตต์ ทําให้กําลังสํารองที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 25.53
กําลังสํารองระดับนี้ถือว่าสูงเกินไปหรือไม่? คําตอบขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักคือ
1. ขนาดระบบผลิตไฟฟ้า
2. เป้าหมายด้านความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า (reliability target)
เหตุใด “ขนาดของระบบ” จึงมีความสําคัญ
ถ้าระบบไฟฟ้ามีขนาดเล็ก เช่น มีโรงไฟฟ้าแค่สองแห่ง เมื่อหนึ่งในนั้นมีเหตุขัดข้อง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบ และอาจทําให้ไฟฟ้าล่มทั้งระบบได้ แต่ถ้าระบบไฟฟ้ามีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยด้วยโรงไฟฟ้านับร้อยแห่ง ผลกระทบจากการเกิดเหตุขัดข้องของโรงไฟฟ้าโรงเดียวจะน้อยกว่ามาก การสํารองไฟฟ้าเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบจึงมีความจําเป็นน้อยกว่ามากเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของความต้องการระบบ
ย้อนกลับไปปี 2535 ประเทศไทยยังมีระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเพียง 8,877 เมกะวัตต์ และมีกําลังการผลิตแค่ 11,045 เมกะวัตต์ รัฐบาลในขณะนั้นตั้งเป้ากําลังผลิตไฟฟ้าสํารองไว้ที่ร้อยละ 25 แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งทศวรรษ ระบบเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัว รัฐบาลจึงสามารถลดเป้าหมายกําลังผลิตไฟฟ้าสํารองลงเหลือร้อยละ 15 ในปี 2546 ได้โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายความน่าเชื่อถือที่ยังอยู่คงเดิมคือ ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation: LOLE) ไม่เกิน 1 วันต่อปี
เราสามารถสังเกตเห็นแนวโน้มเช่นนี้ในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย จะเห็นได้ว่าประเทศหรือระบบไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ จะมีสัดส่วนกําลังผลิตไฟฟ้าสํารองที่ตํ่ากว่า ตามเส้นแนวโน้มในแผนภาพด้านล่าง ประเทศไทยเป็นกรณีที่น่าสนใจเพราะมีกําลังผลิตไฟฟ้าสํารองสูงกว่าเส้นแนวโน้ม และสูงกว่ารัฐออนแทริโอของแคนาดา และสหราชอาณาจักรเกือบเท่าตัว และสูงกว่าแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ทั้งๆ ที่มีขนาดระบบไฟฟ้าที่ไม่ต่างกันมาก อีกทั้งประเทศไทยยังมีเกณฑ์ระดับความน่าเชื่อถือที่ตํ่ากว่า

เป้าหมายด้านความความเชื่อถือได้ของระบบ
แต่ละประเทศกําหนดระดับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าไม่เท่ากัน โดยตัวชี้วัดที่ใช้เป็นสากล คือ ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ LOLE ซึ่งใช้วัดว่าโอกาสในการเกิดไฟดับมีมากน้อยเพียงใด การตั้งค่า LOLE ให้ตํ่ามาก หมายถึงต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อไว้สํารองยามเกิดเหตุขัดข้อง ซึ่งจะมีต้นทุนสูง ประเทศไทยเคยตั้งเป้า LOLE ที่ไม่เกิน 1 วันต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับกําลังผลิตสํารองร้อยละ 15 แต่ในการจัดทําร่างแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า 2024 รัฐบาลได้ปรับเป้าหมาย LOLE ให้เข้มงวดขึ้นเป็น 0.7 วันต่อปี (ประมาณ 16.8 ชั่วโมง) ซึ่งทําให้ต้องเพิ่มกําลังสํารอง
อย่างไรก็ดี ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป กําหนด LOLE ที่เข้มงวดกว่ามากคือ 0.1 วันต่อปี (2.4 ชั่วโมงต่อปี) แต่กําลังผลิตสํารองของระบบไฟฟ้าเหล่านี้ก็ไม่ได้สูงกว่าของไทยดังแสดงในแผนภาพ ดังนั้น การที่ไทยมีกําลังผลิตไฟฟ้าสูง ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์จากการที่ระบบมีความเชื่อถือได้สูง แต่มันกลับเป็นตัวสะท้อนความด้อยประสิทธิภาพของการจัดการกําลังผลิตไฟฟ้าของไทย ที่กลายเป็นภาระเกินความจําเป็นซึ่งผู้บริโภคต้องแบกรับ
ประเทศไทยต้องทําอย่างไรเพื่อปรับปรุงให้การดูแลด้านความน่าเชื่อถือของระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สาเหตุหลักของปัญหากําลังไฟฟ้าสํารองสูงในประเทศไทย มาจากปัญหาโครงสร้างที่ขาดระบบรับผิด (accountability) และไร้การแข่งขันที่เป็นธรรม ประเทศไทยใช้รูปแบบ Enhanced Single Buyer ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ผูกขาดการจัดซื้อพลังงาน เมื่อไม่มีการแข่งขัน การคาดการณ์ความต้องการที่มักจะเกินจริง และการวางแผนลงทุนเกินจําเป็นจึงดําเนินต่อไปได้โดยไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบ ส่วนผู้บริโภคก็ไม่มีทางเลือก ทําให้ต้นทุนทั้งหมดสามารถส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าได้โดยตรง ปัญหาการลงทุนที่ไร้ประสิทธิภาพและกําลังผลิตสํารองสูงเกินควรเกินจึงยังคงดํารงอยู่ และเป็นผลประโยชน์ที่ทําเงินมหาศาลให้แก่กลุ่มทุนพลังงานผูกขาด การแก้ปัญหาจึงจําเป็นต้องปรับโครงสร้างให้เพิ่มการแข่งขัน เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงวิธีประเมินความเชื่อถือได้ของระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกําลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ยิ่งจําเป็นต้องปรับปรุงวิธีประเมินความเชื่อถือได้ของระบบให้ทันสมัยมากขึ้น วิธีดั้งเดิมที่เรียกว่า deterministic method ใช้ค่าคงที่ เช่น “ค่ากําลังผลิตพึ่งพาได้” เพื่อลดทอนค่ากําลังผลิตของแต่ละโรงไฟฟ้า เหมาะสําหรับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ไม่สามารถสะท้อนลักษณะของพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนตามสภาพอากาศได้จริง กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าจึงควรศึกษาแนวทางใหม่ที่ประเมินเชิง probabilistic เช่น ศักยภาพในการรองรับโหลดที่มีประสิทธิผล (Effective Load Carrying Capability—ELCC) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็น best practice ในการประเมินเชิงความน่าจะเป็นเพื่อคํานวณว่า แต่ละแหล่งพลังงานช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ระบบได้มากน้อยเพียงใดในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง โดยมีรายละเอียดดังแสดงในตารางด้านล่าง

บทสรุป
ประเทศไทยมี “กําลังผลิตไฟฟ้าสํารอง” สูงกว่ามาตรฐานสากล ดังนั้น จึงมีโอกาสในการพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนจากภาระการลงทุนเกิน โดยควรปรับแก้โครงสร้างให้มีการแข่งขันและมีธรรมาภิบาลมากขึ้น และพิจารณานําวิธีการคํานวณเชิงความน่าจะเป็น เช่น ELCC มาใช้ เพื่อให้เหมาะกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน ที่นับวันจะมีสัดส่วนพลังงานในระบบไฟฟ้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการสร้างสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” และ “ต้นทุน” ในการวางแผนระบบไฟฟ้าในยุคใหม่
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, “กําลังผลิตตามสัญญาของระบบ,” https://www.egat.co.th/home/statistics-all-annual/
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, “ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด,” https://www.egat.co.th/home/statistics-demand-annual/
- กระทรวงพลังงาน, “กระทรวงพลังงาน ยัน กําลังผลิตไฟฟ้าสํารองปัจจุบันอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น,” 27 ธันวาคม 2567, https://www.energy.go.th/th/hot-news/30286
รายการอ้างอิง
กระทรวงพลังงาน. (2564–2568). สถานการณ์พลังงานของประเทศไทย. https://pei.dede.go.th/dataset/energy-situation
สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (ERC). (2567). รายงานประจําปี. https://www.erc.or.th/th/annual-report
California ISO. (2025). Resource adequacy and slice of day guide. https://www.cpuc.ca.gov/-/media/cpuc-website/divisions/energy-division/documents/resource-adequacy-homepage/resource-adequacy-compliance-materials/guides-and-resources/2025-ra-slice-of-day-filing-guide.pdf
Federal Energy Regulatory Commission (FERC). (2014). Consultant report on resource adequacy metrics. https://www.ferc.gov/sites/default/files/2020-05/02-07-14-consultant-report.pdf
SEA Information Platform for the Energy Transition. (n.d.). Thailand power sector snapshot. https://www.sipet.org/power-sector-snapshot-thailand.aspx