ไม่จริง!

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน คือ แนวคิดที่ว่าพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถเชื่อถือได้ (reliable energy) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ไม่น่าเชื่อถือ บางคนอาจคิดว่า “ถ้าไม่มีแดดก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้” หรือ “ถ้าลมไม่พัด กังหันก็หยุดหมุน” ความคิดเหล่านี้เป็นความเข้าใจที่ค่อนข้างเก่า เพราะตอนนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก

พลังงานหมุนเวียน คือ พลังงานที่ได้จากธรรมชาติและสามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานนํ้า พลังงานชีวมวล/ชีวภาพที่ได้จากการนําพืช สัตว์ หรือของเสียมาแปรรูปเป็นพลังงาน พลังงานความร้อนใต้พิภพได้พลังงานจากความร้อนใต้ดิน พลังงานจากมหาสมุทรได้พลังงานมาจากคลื่นหรือกระแสนํ้าในทะเล ในบรรดาพลังงานเหล่านี้ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้นที่จัดว่าเป็นพลังงาน “ผันแปร” คือการผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ส่วนพลังงานชนิดอื่นสามารถควบคุมปริมาณการผลิตได้ตามที่เราต้องการหรือที่เราเรียกว่า “dispatchable” นั่นเอง

ทําไมถึงบอกว่าพลังงานหมุนเวียนเชื่อถือได้

เมื่อก่อนอาจจะมีปัญหาเรื่องความไม่สมํ่าเสมอในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม แต่ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยได้มากมาย ทําให้พลังงานหมุนเวียนมีความยืดหยุ่น เชื่อถือได้ และแข่งขันได้ทั้งเรื่องราคาและความเสถียร ยกตัวอย่างเช่น

ระบบกักเก็บพลังงาน (energy storage systems—ESS) ระบบเหล่านี้จะเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงที่มีแดดจัดหรือลมแรงเอาไว้ แล้วค่อยปล่อยไฟฟ้าออกมาใช้ตอนที่ไม่มีแดดหรือลมพัด ช่วยให้การจ่ายไฟฟ้าสมํ่าเสมอขึ้น

พลังงานนํ้าแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) เป็นเหมือนระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ โดยการสูบนํ้าขึ้นไปเก็บไว้บนที่สูงตอนที่มีไฟฟ้าเหลือใช้ แล้วปล่อยลงมาปั่นไฟตอนที่ต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) เป็นระบบไฟฟ้าที่ฉลาดขึ้น สามารถจัดการการผลิตและการใช้ไฟฟ้าให้สมดุลกันได้แบบเรียลไทม์ ทําให้พลังงานหมุนเวียนเข้ามารวมอยู่ในระบบได้ง่ายขึ้น

การจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (demand-side management) คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้คน เพื่อให้สอดคล้องกับการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลังงานในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง

ความน่าเชื่อถือของแหล่งพลังงานต่างๆ ดูได้จากอะไร

คําว่า “ความน่าเชื่อถือของแหล่งพลังงาน” หมายถึง ความสามารถในการจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ตอบ­สนองความต้องการใช้พลังงานได้อย่างสมํ่าเสมอไม่มีสะดุด การจะบอกว่าแหล่งพลังงานไหนน่าเชื่อถือแค่ไหน ต้องดูหลายอย่างประกอบ เช่น ค่า capacity factor เป็นค่าที่บอกว่าโรงไฟฟ้าผลิตพลังงานได้ใกล้เคียงกับกําลังผลิตสูงสุดได้บ่อยแค่ไหน ความพร้อมในการใช้งานคือโรงไฟฟ้าพร้อมจ่ายไฟได้ตลอดเวลาหรือไม่ การดูแลและบํารุงรักษาความสามารถในการจัดเก็บพลังงาน ลองมาดูกันว่าแหล่งพลังงานแต่ละประเภทมีความน่าเชื่อถือต่างกันอย่างไร

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถือว่าน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะผลิตไฟได้ตลอดเวลา ค่า capacity factor สูง และต้องการการบํารุงรักษาน้อย แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยและการจัดการกากกัมมันตรังสี

โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง ตอบ­สนองความต้องการไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว จึงมีความน่าเชื่อถือสูง แต่ก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นแหล่งพลังงานหลักมานาน เพราะมีปริมาณมากและผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง แต่ประสิทธิภาพตํ่ากว่านิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ ต้องการการบํารุงรักษามากกว่า และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาก

โรงไฟฟ้าพลังนํ้า ในบรรดาพลังงานหมุนเวียนด้วยกัน พลังงานนํ้าถือว่าน่าเชื่อถือที่สุด เพราะจ่ายไฟได้สมํ่าเสมอและตอบสนองความต้องการได้เร็ว แต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหรือการเปลี่ยนแปลงการไหลของนํ้า และการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้

พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อก่อนถือว่ามีความน่าเชื่อถือน้อยเพราะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่ตอนนี้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมให้ดีขึ้นมาก รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานที่ทันสมัย ทําให้ความน่าเชื่อถือของสองแหล่งพลังงานนี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

พลังงานชีวมวล เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ แต่ความพร้อมของวัตถุดิบอาจผันผวน และยังมีการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง แม้จะน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ตาม

การผสมผสานพลังงานคือกุญแจสู่ระบบไฟฟ้าที่ยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การผสมผสานแหล่งพลังงานอย่างสมดุล ทั้งจากแหล่งพลังงานดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน คือกุญแจสําคัญในการสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ในอนาคต เราต้องคํานึงถึงหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ แคลิฟอร์เนีย: ตัวอย่างของการใช้พลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น มาดูตัวอย่างจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2020 แคลิฟอร์เนียประสบปัญหาไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ เพราะมีความต้องการไฟฟ้าสูงมากในช่วงที่มีคลื่นความร้อนสูง แต่การผลิตไฟฟ้ามีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเย็นที่พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้น้อยลง และระบบกักเก็บพลังงานยังไม่เพียงพอ ทําให้เกิดวิกฤตไฟฟ้าดับขึ้น

แต่ในปี 2024 สถานการณ์กลับกัน รัฐแคลิฟอร์เนียไม่มีไฟฟ้าดับเลย จากการเก็บข้อมูลในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนระหว่างวันที่ 7 มีนาคม ถึง 30 มิถุนายน 2024 พบว่าโรงไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานนํ้า และพลังงานแสงอาทิตย์ (Water/Wind/Solar—WWS) สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการใช้ไฟฟ้าถึง 98 วัน จากทั้งหมด 116 วัน ในช่วงเวลาดังกล่าว การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นถึง 31 เปอร์เซ็นต์ ลมเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ และที่น่าทึ่งคือ แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นถึง 105 เปอร์เซ็นต์ ทําให้การใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลลดลงไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว

แบตเตอรี่มีบทบาทสําคัญมาก แบตเตอรี่ถูกนํามาใช้เก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน แล้วนํามาจ่ายไฟตอนกลางคืน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการไฟฟ้าในเวลากลางคืน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2024 การผลิตไฟฟ้าจาก WWS สูงสุดถึง 162.3 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการไฟฟ้า ไฟฟ้าส่วนเกินประมาณครึ่งหนึ่งถูกส่งออกไปยังรัฐใกล้เคียง ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้ตอนกลางคืน

ในวันที่ 19 มิถุนายน 2024 ปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายจากแบตเตอรี่ในช่วงกลางคืนพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 7.78 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งเทียบเท่ากับกําลังการผลิตสูงสุดของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ประมาณ 8 เครื่องเลยทีเดียว และสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ถึง 35.3 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการไฟฟ้าเฉลี่ยในช่วงเวลานั้น

นี่แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่เข้าไปในโครงข่ายไฟฟ้า ไม่ได้ทําให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเลย แต่กลับช่วยให้ระบบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แถมยังคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกด้วย เพราะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งเงินในกระเป๋าและสุขภาพ

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ: ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงานหมุนเวียน

บางคนอาจเชื่อมโยงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับกับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เสมอไป ลองดูกรณีประเทศสเปน ที่เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างทั่วประเทศเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2025

ก่อนเกิดเหตุ สเปนมีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 59 เปอร์เซ็นต์ และพลังงานลม 11 เปอร์เซ็นต์ แต่สาเหตุของไฟฟ้าดับครั้งนี้ไม่ได้มาจากการใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณสูงเลย แต่เกิดจากปรากฏการณ์แรงดันไฟฟ้าเกิน (overvoltage) ซึ่งทําให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งตัดการเชื่อมต่อออกจากระบบเป็นลูกโซ่ และเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั่วโลก ระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนและต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ

ในกรณีประเทศไทย เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2018 ซึ่งในปีนั้นประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียง 8.8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่ก็เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างถึง 2,330 เมกะวัตต์ สาเหตุเกิดจากสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมกับโรงไฟฟ้าหงสาในประเทศลาวขัดข้องเพราะฟ้าผ่า ทําให้โรงไฟฟ้าหงสาทั้ง 3 เครื่องปลดออกจากระบบทันที ส่งผลให้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP Firm) อีก 37 แห่งปลดออกจากระบบตามไปด้วย ทําให้เกิดการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างกะทันหัน

จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า การที่ประเทศใดมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูง ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของไฟฟ้าดับเสมอไป เราต้องพิจารณาหาสาเหตุในแต่ละกรณีไป และหลายประเทศทั่วโลกก็พึ่งพาการใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงและประสบความสําเร็จอย่างงดงาม เช่น ประเทศสวีเดน บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 50 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่กําหนดไว้ถึง 8 ปี ประเทศคอสตาริกา ใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2022 และเคยใช้พลังงานหมุนเวียนติดต่อกันนานที่สุดถึง 300 วัน ในปี 2018 และทําได้ติดต่อกันเป็นเวลา 8 ปี ประเทศไอซ์แลนด์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดมาจากพลังงานนํ้าและพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในปี 2015 ประเทศสหราชอาณาจักรมีกําลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมนอกชายฝั่งที่สามารถจ่ายพลังงานให้บ้านเรือนกว่า 7.5 ล้านหลัง และมีแผนจะเพิ่มกําลังการผลิตเป็นสี่เท่าภายในปี 2030 ประเทศเยอรมนีใช้พลังงานหมุนเวียนสูงถึง 46.9 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปี 2022

ดังนั้น คํากล่าวที่ว่า “พลังงานหมุนเวียนเชื่อถือไม่ได้” จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและล้าสมัยไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และการจัดการที่ดี ทําให้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นมาก และสามารถเป็นส่วนสําคัญในการสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสําหรับอนาคตของเราได้อย่างแน่นอน

รายการอ้างอิง

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย. (2561, 6 มิถุนายน). สรุปเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561. Facebook. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1417888294977875&id=346363802130335&set=a.346867302079985&locale=th_TH

สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน สนพ. (2561, 31 ธันวาคม). ข้อมูลพลังงาน. https://www.eppo.go.th/index.php/th/energy-infor mation/static-energy/static-electricity?orders[publishUp]=publishUp&issearch=1

Biswas, A. (2024, August 31). Reliable energy sources. TheRenewables.Org. https://therenewables.org/reliable-energy-sources/

Climate Council Org. (2022, August 15). 11 countries leading the charge on renewable energy. https://www.climatecouncil.org.au/11-countries-leading-the-charge-on-renewable-energy/

The Iberian blackout: Not a failure of renewables—A wake-up call for grid resilience. (2025, June 1). RE2. https://www.ren21.net/the-iberian-blackout-not-a-failure-of-renewables-a-wake-up-call-for-grid-resilience/

Jacobson, M. Z., Sambor, D. J., Fan, Y. F., Mühlbauer, A., and Delucchi, M. A. (2025). No blackouts or cost increases due to 100% clean, renewable electricity powering California for parts of 98 days. Renewable Energy, 240. https://doi.org/10.1016/j.renene.2024.122262.

Molina, P. S. (2025, June 19). Iberdrola’s 500 MW Núñez de Balboa PV plant reportedly caused Spain blackout. PV Magazine https://www.pv-magazine.com/2025/06/19/iberdrolas-500-mw-nunez-de-balboa-pv-plant-blamed-by-ree-for-spain-blackout/

The reliability of renewable energy systems: Why the conventional wisdom is wrong. (2015, December 8). IRENA. https://www.irena.org/news/articles/2015/Dec/The-Reliability-of-Renewable-Energy-Systems-Why-the-Conventional-Wisdom-Is-Wrong/