จริง
คุณอาจเคยได้ยินมาว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในไทยได้รับสิทธิ์ซื้อก๊าซธรรมชาติและแก๊ส LPG ในราคาที่ถูกกว่าผู้บริโภคทั่วไป คําถามคือ ใครกันแน่ที่ได้สิทธิประโยชน์พิเศษ? เรามาพิจารณาข้อเท็จจริงเพื่อคลายความเข้าใจผิดในประเด็นนี้กัน
“ก๊าซ” คืออะไร?
เมื่อพูดถึง “ก๊าซ” เรากําลังหมายถึงก๊าซที่แตกต่างกันสองประเภท คือ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารผสมของไฮโดรคาร์บอน เช่น มีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน และ ก๊าซหุงต้มหรือแก๊ส LPG (ก๊าซปิโตรเลียมเหลว) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโพรเพนและบิวเทนที่แยกออกมาจากก๊าซธรรมชาติ
ก๊าซธรรมชาติบางชนิดถูกเรียกว่า “ก๊าซเปียก” (wet gas) เนื่องจากประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนที่มีจุดเดือดตํ่า (กลายเป็นของเหลวที่อุณหภูมิตํ่า) เช่น อีเทน โพรเพน และบิวเทน ซึ่งมีมูลค่าสูงและมีประโยชน์ในการผลิตปิโตรเคมี ส่วน “ก๊าซแห้ง” (ที่ไม่กลายเป็นของเหลวได้ง่าย) ส่วนใหญ่คือมีเทน ซึ่งมีมูลค่าตลาดตํ่ากว่าและมักถูกนําไปใช้ผลิตไฟฟ้าหรือให้ความร้อน
ในประเทศไทย องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มา ก๊าซจากอ่าวไทยมักเป็น “ก๊าซเปียก” ที่อุดมไปด้วยไฮโดรคาร์บอนที่มีค่า ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นําเข้า และก๊าซจากเมียนมาส่วนใหญ่เป็นมีเทน หรือ “ก๊าซแห้ง” ความแตกต่างนี้มีความสําคัญ เนื่องจากก๊าซเปียกต้องถูกส่งผ่านโรงงานแยกก๊าซ เพื่อแยกออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ สําหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน ส่วนประกอบที่มีมูลค่าสูงจะถูกส่งไปยังอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และมีเทนส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าสําหรับครัวเรือนและธุรกิจ
ปิโตรเคมีใช้ก๊าซหุงต้มถูกกว่าประชาชนจริงหรือ?
หลายคนเคยได้ยินว่าแก๊ส LPG ที่ครัวเรือนใช้ได้รับการอุดหนุน ทําให้มีราคาถูกกว่าแก๊ส LPG ที่บริษัทปิโตรเคมีซื้อไปเป็นวัตถุดิบ หนังสือ มายาคติพลังงาน ฉบับก่อนหน้านี้ (เผยแพร่ปี 2559) ได้ยืนยันเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป รัฐบาลได้เริ่มใช้ระบบราคา LPG ลอยตัวบางส่วนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 แทนการตรึงราคาไว้ และในเดือนธันวาคม 2559 ราคาขายส่ง LPG “ราคา ณ โรงกลั่น” ได้รับการเปิดเสรีให้ผันผวนตามตลาด แต่ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม ก็ยังคงถูกควบคุมผ่านกลไกการอุดหนุนของกองทุนนํ้ามันและการกําหนดเพดานราคา ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน การควบคุมราคานี้มีขึ้นเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงอาจสร้างปัญหาทางการเมืองได้ ดังจะเห็นได้จากประวัติราคาที่ LPG ถูกกําหนดเพดานราคาบ่อยครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568) ราคาขายปลีก LPG ถูกกําหนดเพดานไว้ที่ 25.87 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงราคาเหล่านี้ทําให้กองทุนนํ้ามันสะสมการขาดดุลจํานวนมากถึง 47,800 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ (45,200 ล้านบาท) มาจากการอุดหนุนราคา LPG แม้รัฐบาลต้องการลดการขาดดุล แต่การเพิ่มราคา LPG ถือเป็นประเด็น “เผือกร้อน” ทางการเมือง ส่งผลให้เพดานราคาถูกตรึงนิ่งจนถึงสิ้นปีงบประมาณ
เพื่อเปรียบเทียบราคา LPG ระหว่างผู้บริโภคทั่วไปและบริษัทปิโตรเคมีอย่างเป็นธรรม เราจําเป็นต้องแยกส่วนประกอบของราคาขายปลีก
- สําหรับผู้บริโภคครัวเรือน การขนส่ง และอุตสาหกรรม: ราคาขายส่ง LPG ถูกควบคุมให้เป็นไปตาม “ราคา ณ โรงกลั่น” โดยราคาขายปลีกจะรวมต้นทุนปลายทาง เช่น ค่าขนส่ง ค่าถัง และกําไรค้าปลีก
- สําหรับธุรกิจปิโตรเคมีในเครือ ปตท. (ผู้กุมสัดส่วนตลาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนี้): บริษัทเหล่านี้ได้รับ LPG โดยตรงจากโรงแยกก๊าซ จึงไม่มีต้นทุนปลายทางข้างต้น อย่างไรก็ดี ราคา LPG ขายส่งไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่เอกสารของ บมจ.ปตท. ระบุว่ามีความใกล้เคียงกับราคาตลาดของโพรเพน ซึ่งผันผวนขึ้นลงตามราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งกลุ่มลูกค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจปิโตรเคมีในเครือ ปตท. ได้รับ (บริษัทปิโตรเคมีในกลุ่ม ปตท. ได้รับสิทธิ์ในการซื้้อก๊าซ LPG จากโรงแยกก๊าซโดยตรง ในขณะที่คู่แข่งทางด้านปิโตรเคมีส่วนใหญ่ต้องซื้อ LPG จากแหล่งอื่น)
ดังนั้น ความแตกต่างหลักของราคาขายส่ง LPG อยู่ที่การเก็บภาษีที่ไม่เท่าเทียมกัน เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติให้กลุ่มปิโตรเคมีได้รับการยกเว้นภาษีต่างๆ จากการซื้อ LPG จากโรงแยกก๊าซ ซึ่งประกอบด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล (และไม่มีส่วนร่วมในกองทุนนํ้ามัน) ในขณะที่ผู้ใช้ก๊าซอื่นๆ รวมถึงผู้บริโภคภาคครัวเรือนต้องจ่ายภาษีเหล่านี้ทั้งหมด
หากไม่มีการอุดหนุนจากกองทุนนํ้ามัน ราคาขายส่งเต็มที่ที่ผู้บริโภคครัวเรือนต้องจ่ายจะอยู่ที่ 26.10 บาทต่อกิโลกรัม การขาดดุลสะสมจากการอุดหนุนจํานวนรวม 45,200 ล้านบาท นี้จะต้องได้รับการชําระคืนในที่สุด โดยมักตกเป็นภาระของผู้บริโภคหรือผู้เสียภาษี
สรุป ราคาขายส่ง LPG ที่บริษัทปิโตรเคมีในเครือ ปตท. ได้รับถูกกว่าราคาขายส่ง LPG ที่ภาคครัวเรือนจ่ายประมาณร้อยละ 17 เพราะได้รับการยกเว้นภาษี อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างนี้จะเพิ่มขึ้นได้อีกเมื่อผู้บริโภคต้องจ่ายคืนการขาดดุลกองทุนนํ้ามัน ซึ่งจะทําให้การอุดหนุน LPG กลายเป็น “ภาษี” ซํ้าเติมสําหรับครัวเรือน

ปิโตรเคมีใช้ก๊าซธรรมชาติราคาถูกกว่าประชาชนจริงหรือ?
ในส่วนของ ก๊าซธรรมชาติ มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันด้วยหรือไม่ ในการจะตอบคําถามนี้ เราจําเป็นต้องแยกแยะส่วนผสมของก๊าซธรรมชาติ (มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน และอื่นๆ ) เพราะก๊าซจากแหล่งต่างๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ
- ก๊าซนําเข้า LNG และก๊าซจากเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นมีเทนแห้ง
- ก๊าซอ่าวไทย เป็นก๊าซที่ “เปียกกว่า” ประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น อีเทนและโพรเพน ซึ่งเป็นวัตถุดิบลํ้าค่าสําหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ก๊าซส่วนใหญ่ที่ผลิตได้จากอ่าวไทยจะถูกส่งไปยังโรงแยกก๊าซ เพื่อแยก “ก๊าซเปียก” ออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โพรเพน อีเทน บิวเทน และอื่นๆ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรือผลิตเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สําหรับใช้ในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ส่วน “ก๊าซแห้ง” (มีเทน) ที่เหลือส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ตามข้อมูลของ บมจ.ปตท. ในไตรมาส 1 ปี 2568 ก๊าซเปียกที่มาจากอ่าวไทยมีการใช้งานดังนี้
- ส่วนที่ถูกเผาโดยตรงในโรงไฟฟ้า มีเพียง 4.5% เท่านั้น
- ส่วนที่ส่งไปยังโรงแยกก๊าซ (GSPs) ที่เหลืออีก 95.5% ถูกส่งไปเพื่อแยกองค์ประกอบ ดังนี้
- มีเทน (61.7%) ส่วนใหญ่นําไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า
- ส่วนที่มีมูลค่าสูง (38.3%) ได้แก่ อีเทน โพรเพน LPG และของเหลวก๊าซธรรมชาติ (NGL) มีการนําไปใช้ประโยชน์ ดังนี้
- อุตสาหกรรมปิโตรเคมี 28.3%
- LPG สําหรับครัวเรือน/อุตสาหกรรม/ขนส่ง 10%
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเครือ ปตท. ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงก๊าซเปียกจากอ่าวไทยในราคาถูก (ประมาณ 200 บาท/ล้านบีทียู) ในขณะที่ภาคพลังงานและผู้ใช้ไฟฟ้าใช้ก๊าซแห้งมูลค่าตํ่า แต่กลับต้องจ่าย “ราคา Pool Gas” ซึ่งแพงกว่ามาก (ประมาณ 340 บาท/ล้านบีทียู ณ เดือน ธ.ค. 2566) “ราคา Pool Gas” เป็นอัตราที่รวมก๊าซอ่าวไทยราคาถูกกว่า เข้ากับการนําเข้าที่มีราคาสูงกว่า เช่น ก๊าซจากเมียนมา และ LNG
ก๊าซในอ่าวไทย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของคนไทย จึงเป็นที่คาดหวังว่าคนไทยควรจะได้รับผลประโยชน์ที่เป็นธรรมจากการใช้ทรัพยากรของประเทศนี้ แต่ในความเป็นจริง ผลประโยชน์จากการใช้ก๊าซคุณภาพสูงในราคาที่ตํ่ากลับตกไปอยู่ในมือของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเครือ ปตท. ส่วนประชาชนผู้ใช้ไฟต้องจ่ายค่าก๊าซมูลค่าตํ่าในราคาแพง ผ่านภาระค่าไฟฟ้าที่สูงเกินควร
เพื่อแก้ไขความไม่ยุติธรรมที่ดําเนินมานาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ดํารงตําแหน่ง กันยายน 2566–กันยายน 2568) ผลักดันให้เปลี่ยนสูตรการคํานวณราคา Pool Gas โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เห็นชอบการคํานวณราคา Pool Gas โดยให้รวมส่วนของก๊าซอ่าวไทยที่ขายให้ปิโตรเคมีเข้ามาในการคํานวณด้วย ส่งผลให้ ภาคปิโตรเคมีและภาคพลังงานจ่ายราคา Pool Gas เดียวกัน ซึ่งนําไปสู่การลดลงของราคาไฟฟ้าทันที 11.5 สตางค์/หน่วย สําหรับผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการแก้ไขความไม่เป็นธรรมแค่ครึ่งทางเท่านั้น เนื่องจากบริษัทปิโตรเคมีใช้ก๊าซเปียกคุณภาพพรีเมียม ขณะที่โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้มีเทนที่มีมูลค่าตํ่า ราคาก๊าซที่กลุ่มปิโตรเคมีและภาคพลังงานจ่าย จึงไม่ควรเป็นราคาเฉลี่ย แต่ควรจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของก๊าซเปียกและก๊าซแห้ง ก๊าซมีเทนในตลาดโลกมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู แต่ก๊าซเปียก ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมี มีราคาสูงกว่าถึงสามเท่า (ประมาณ 32–36 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู) ดังนั้น หากทําให้ราคาก๊าซสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง จะทําให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้อีกกว่า 10 สตางค์/หน่วย
ที่น่าเสียดายที่การเปลี่ยนรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แทนที่จะแก้ไขให้โครงสร้างราคาก๊าซมีความเป็นธรรมมากขึ้นกลับถูกฉุดให้ถอยหลังเข้าคลอง โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ Utility Model แทน Single Pool ในการคํานวณราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool Gas) การปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้ทําให้ราคาซื้อก๊าซของโรงแยกก๊าซและกลุ่มปิโตรเคมีลดลง เนื่องจากเปลี่ยนการอ้างอิงราคาจากเดิมที่เป็น Pool Gas มาเป็นราคาอ้างอิงราคาอ่าวไทยแทน ผลก็คือ ภาระค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคสูงขึ้นและไม่เป็นธรรม