ไม่จริง!
“สร้างมาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้ม”
เราคงคุ้นเคยกับแนวคิดข้างต้นที่ว่าถ้าลงทุนลงแรงก่อสร้างอาคาร โรงงาน หรือโรงไฟฟ้าจนเสร็จ เราก็ต้องเปิดดําเนินการไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นอายุขัย เพราะนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแล้วยังเป็นการแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดจากเงินที่ลงทุนไปอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจไม่เหมาะนักกับยุควิกฤตโลกรวนที่นานาประเทศรวมถึงประเทศไทยต่างร่วมให้คํามั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายจํากัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2.0 และพยายามจํากัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมตามข้อตกลงปารีส
จากรายงานการทบทวนสถานการณ์และการดําเนินการระดับโลก (Global Stocktake) โดยกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เมื่อปี 2023 ระบุว่า หากรัฐบาลนานาประเทศดําเนินการได้ตามการมีส่วนร่วมที่ประเทศกําหนด (Nationally Determined Contribution—NDC) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นราว 2.4 ถึง 2.5 องศาเซลเซียสเมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายข้างต้น
หนึ่งในทางเลือกที่เป็นไปได้คือการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน จากที่ต้องพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเช่นพลังงานจากแสงอาทิตย์และลม แต่อุปสรรคสําคัญคือโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซจํานวนมากเพิ่งเดินเครื่องไม่นาน โดยที่อายุของโรงไฟฟ้าอาจยาวนานถึง 50 ปี กลายเป็นโจทย์สําคัญว่าจะปลดระวางโรงไฟฟ้าเหล่านี้อย่างไรเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจน้อยที่สุด ในขณะที่ตอบโจทย์ด้านการรับมือวิกฤตภูมิอากาศได้ในเวลาเดียวกัน
อ่านเผินๆ แล้ว ฝั่งนักลงทุนเจ้าของโรงไฟฟ้าดูจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ และไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะต้องปิดโรงไฟฟ้าก่อนสิ้นอายุขัย แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าเหล่านักลงทุนเองก็กําลังเผชิญความเสี่ยงสําคัญเพราะสินทรัพย์ที่ปล่อยคาร์บอนเข้มข้นเสี่ยงจะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต (stranded assets) อีกทั้งในปัจจุบันเราเริ่มเห็นการใช้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ สําหรับบริหารจัดการกระบวนการปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยที่ทุกฝ่ายได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมอีกด้วย
ในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกตํ่า (Long-term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategies—LT-LEDS) ประเทศไทยระบุเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี 2040 และปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี 2050 ประเทศไทยเองผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ โดยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกําลังผลิตติดตั้งกว่า 8,000 เมกะวัตต์กระจายอยู่ในมือของรัฐวิสาหกิจและเอกชน หากไม่มีการวางแผนปลดระวางถ่านหินในตอนนี้ก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในอนาคต
การวางแผนเพื่อปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงเป็นทางเลือกที่นอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังอาจเป็นหนึ่งในวิธีบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สินทรัพย์เหล่านี้ก็ย่อมเสี่ยงที่จะสูญมูลค่าในอนาคต
รู้จักสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต
สินทรัพย์สูญค่าในอนาคต หมายถึง สินทรัพย์ที่สิ้นมูลค่าทางเศรษฐกิจก่อนเวลาอันควร หรือสินทรัพย์ที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ก่อนหมดอายุทางเศรษฐกิจ สินทรัพย์สูญค่าในอนาคตในบริบทของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมักหมายถึงเหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งอาจล้าสมัยหรือไม่สามารถสร้างผลกําไรได้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย กลไกตลาด และเทคโนโลยี โดยปัจจัยที่อาจส่งผลให้สินทรัพย์ในอุตสาหกรรมถ่านหินกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคตมี 4 ด้านดังนี้
ปัจจัยแรกคือ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ กฎเกณฑ์อย่างเช่นการเก็บภาษีคาร์บอน หรือการจํากัดการปล่อยคาร์บอนและกลไกตลาดคาร์บอนภาคบังคับอาจส่งผลให้สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่คุ้มค่าที่จะดําเนินงานต่อในอนาคต โรงไฟฟ้าถ่านหินอาจต้องปิดตัวลงก่อนที่จะสิ้นอายุราว 10 ถึง 30 ปีเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ประเทศไทยแม้จะไม่มีกฎหมายที่พุ่งเป้าไปยังโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยตรงเช่นในประเทศเยอรมนี แต่ปัจจุบันก็มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดตลาดคาร์บอนภาคบังคับและการเก็บภาษีคาร์บอนในประเทศไทย
ปัจจัยที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดและเทคโนโลยี ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนจากแสงแดดและลมมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยตํ่าลงมาก การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยปัจจุบันมีต้นทุนต่อหน่วยตํ่ากว่าไฟฟ้าจากก๊าซและคาดว่าจะสามารถแข่งขันกับไฟฟ้าจากถ่านหินได้ในอนาคต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
ปัจจัยที่สามคือ แรงกดดันจากนักลงทุนและสังคม ความกังวลต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทําให้สถาบันการเงินและนักลงทุนต่างยุติการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยสถาบันการเงินชั้นนําหลายแห่งในประเทศไทยประกาศนโยบายเฉพาะตั้งแต่การไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่แก่อุตสาหกรรมถ่านหินไปจนถึงการทยอยลดสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ให้เหลือศูนย์ แรงกดดันดังกล่าวทําให้การระดมทุนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ทําได้ยากขึ้นและอาจเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอีกด้วย
ปัจจัยที่สี่คือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่เติบโตตามคาดการณ์ หลายประเทศรวมถึงไทยต่างเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเติบโตของประชากรที่ชะลอตัวลงซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ แม้ว่าอาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมจากอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ แต่บริษัทเหล่านั้นก็มักต้องการไฟฟ้าคาร์บอนตํ่าเพื่อให้สอดคล้องกับคํามั่นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ความต้องการไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงอาจลดลงในอนาคต
ทั้งสี่ปัจจัยนี้ทําให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูงแล้วยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่นโยบาย เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปก็อาจทําให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องยุติการดําเนินงานก่อนที่คาดการณ์ไว้ หากไม่มีการวางแผนบริหารจัดการเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลโดยเฉพาะในแง่ของเศรษฐกิจท้องถิ่นและการจ้างงาน
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัว รัฐบาลหลายแห่งทั่วโลกจึงกําหนดนโยบายและแนวทางในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนสิ้นอายุ ส่วนในประเทศกําลังพัฒนาที่รัฐบาลมีวงเงินงบประมาณจํากัด แหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสําคัญผ่านการออกแบบธุรกรรมที่ทุกฝ่ายได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม
บทบาทของรัฐบาลในการปลดระวางถ่านหิน
หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินคือการออกกฎหมายเลิกถ่านหิน (Coal Exit Law) ของรัฐบาลเยอรมนีเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2020 โดยตั้งเป้าหมายปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2038 เป็นอย่างช้า
เครื่องมือสําคัญของรัฐบาลเยอรมนีคือการเปิดประมูลเพื่อซื้อ (reverse auction) ซึ่งเจ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยื่นซองประมูลโดยระบุว่าต้องการค่าตอบแทนกี่ยูโรต่อหนึ่งเมกะวัตต์เพื่อปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยรัฐบาลจะใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการพิจารณาจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมจากการที่โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องยุติการดําเนินการก่อนสิ้นอายุ พร้อมทั้งกําหนดลําดับในการปลดระวางโรงไฟฟ้าในประเทศ
นับตั้งแต่ปี 2020 รัฐบาลเยอรมนีดําเนินการประมูลแล้วทั้งหมด 6 รอบโดยมีการรับข้อเสนอการปิดโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินแข็งหรือแอนทราไซต์ทั้งหมด 10,454 เมกะวัตต์ กลไกดังกล่าวนับเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ผนวกรวมการใช้กลไกตลาดเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณเนื่องจากรัฐบาลสามารถระบุได้ว่าควรปลดระวางโรงไฟฟ้าใดก่อนเพื่อให้มีต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตํ่าที่สุด
ปัจจัยที่ทําให้กระบวนการดังกล่าวประสบความสําเร็จในประเทศเยอรมนีคือการวางกรอบกฎหมายที่ชัดเจนพร้อมทั้งนโยบายที่ผสมผสานระหว่างการให้ “แคร์รอต” ด้วยการเปิดประมูลเพื่อซื้อ และการขู่ว่าจะใช้ “ไม้เรียว” ซึ่งเป็นการสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยไม่ได้รับเงินชดเชย นอกจากนี้ เยอรมนียังมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่มีไฟฟ้าสํารองมากเพียงพอแม้จะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปแล้ว รวมถึงความแข็งแกร่งทางการคลัง จึงสามารถใช้เงินงบประมาณมหาศาลดําเนินนโยบายดังกล่าว
อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือกองทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมที่เมืองคอลลี รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย คอลลีเป็นเมืองที่เศรษฐกิจพึ่งพิงเหมืองถ่านหินมายาวนานนับศตวรรษ แต่ปัจจุบันเริ่มเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า รัฐบาลเวสเทิร์นออสเตรเลียจึงมีแผนรับมือเชิงรุกด้วยการประกาศปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสองแห่งกําลังการผลิตราว 1,600 เมกะวัตต์ที่ถือครองโดยรัฐวิสาหกิจภายในปี 2029
ในขณะเดียวกันภาครัฐก็วางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมซึ่งมุ่งสนับสนุนแรงงานกว่าหนึ่งพันคนและชุมชมที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน แผนการดังกล่าวเน้นสร้างงานและเพิ่มความหลากหลายของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น เช่น การใช้เงินงบประมาณดึงดูดอุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า อาทิ โรงเหล็กคาร์บอนตํ่า แบตเตอรี่ และพลังงานหมุนเวียน ในขณะเดียวกันก็มีวงเงินงบประมาณเพื่อฝึกฝนและเพิ่มทักษะของแรงงานจากอุตสาหกรรมถ่านหินเพื่อเตรียมความพร้อมสําหรับเริ่มงานใหม่
ทั้งสองกรณีศึกษาต่างสะท้อนบทบาทที่สําคัญของภาครัฐในการบริหารจัดการการปลดระวางถ่านหิน แต่สําหรับประเทศกําลังพัฒนาอย่างประเทศไทย เนื่องจากงบประมาณและศักยภาพที่จํากัด เราจึงต้องมองหาทางเลือกอื่นที่ภาคเอกชนและองค์การระหว่างประเทศสามารถเข้ามามีส่วนร่วม
กลไกทางการเงินเพื่อช่วยปลดระวางถ่านหิน
โจทย์สําคัญสําหรับประเทศกําลังพัฒนาอย่างประเทศไทยคือจะใช้แหล่งเงินทุนจากไหนสําหรับปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน โชคดีที่เมื่อไม่นานมานี้ Glasgow Financial Alliance for Net Zero ได้เผยแพร่รายงานการระดมเงินทุนเพื่อจัดการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินในเอเชียแปซิฟิก (Financing the Managed Phaseout of Coal-Fired Power Plants in Asia Pacific) เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา รายงานฉบับดังกล่าวระบุทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อใช้กลไกทางการเงินสนับสนุนการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศในเอเชียแปซิฟิกซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทางดังนี้
แนวทางแรก คือการลดต้นทุนทางการเงินผ่านการระดมเงินทุนแบบผสม (blended finance) ระหว่างแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ เงินช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศ และเงินทุนจากภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่าและสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าโดยในปัจจุบันมีอยู่ในชื่อพันธมิตรด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition Partnership) หรือกลไกการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน (Energy Transition Mechanism) ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (securitization) โดยการออกตราสารหนี้ที่ใช้กระแสเงินสดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าคํ้าประกัน โดยรัฐสามารถช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนด้วยการคํ้าประกันบางส่วนหรือทั้งหมด
แนวทางที่สอง คือการสร้างกระแสเงินสดทางเลือกอื่น (alternative cash flows) เพื่อชดเชยกระแสเงินสดที่ลดลงเนื่องจากการปลดระวางถ่านหิน โดยสามารถรวมเอาการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ากับโครงการพลังงานหมุนเวียน หรือการทําสัญญาในลักษณะสับเปลี่ยนถ่านหินกับพลังงานแสงอาทิตย์ (solar-for-coal swap) ที่การปลดระวางถ่านหินจะต้องแลกมาด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฉบับใหม่โดยใช้กระแสเงินสดจากโครงการใหม่ในการจ่ายคืนนักลงทุน โดยอาจใช้เงินทุนบางส่วนจากการขายคาร์บอนเครดิต (carbon credits) เนื่องจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนสิ้นอายุทางเศรษฐกิจเท่ากับการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
แนวทางที่สาม คือการประเมินราคาและมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ (assets revaluation and pricing) สินทรัพย์ในอุตสาหกรรมถ่านหินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญนับตั้งแต่นานาประเทศลงนามในข้อตกลงปารีส โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการสูญค่าในอนาคต (stranded risk) การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่โดยคํานึงถึงบริบทความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจึงอาจฉายให้เห็นเหตุผลทางเศรษฐกิจในการปลดระวางถ่านหินให้เร็วยิ่งขึ้น
ทั้งสามแนวทางข้างต้นนั้นกลั่นจากธุรกรรมปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประสบความสําเร็จในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ ส่วนการประยุกต์ใช้ในประเทศไทยจําเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมืองและกฎระเบียบของประเทศไทยแล้วจึงเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งหรือผสมผสานระหว่างทั้งสามทางเลือกเข้าด้วยกัน
ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินคิดเป็นสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์จากพลังงานทั้งหมดเท่านั้น อีกทั้งถ่านหินในเหมืองแม่เมาะก็คาดว่าจะหมดลงในอีกราวหนึ่งทศวรรษข้างหน้า ยังไม่นับว่าประเทศไทยมีตลาดตราสารหนี้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสภาพคล่องสูง รวมถึงต้นทุนพลังงานหมุนเวียนที่แข่งขันได้ ปัจจัยเหล่านี้ต่างเกื้อหนุนให้เรามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นําในภูมิภาคเอเชียในฐานะประเทศแรกที่ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดได้สําเร็จ
รายการอ้างอิง
Asia-Pacific Network of the Glasgow Financial Alliance for Net Zero. (2023). Financing the managed phaseout of coal-fired power plants in Asia Pacific: Final report. https://assets.bbhub.io/company/sites/63/2023/11/GFANZ-Financing-the-Managed-Phaseout-of-Coal-Fired-Power-Plants-APAC-December-2023.pdf
Department of the Premier and Cabinet. (2020, December 9). Collie’s just transition plan. Government of Western Australian. https://www.wa.gov.au/government/publications/collies-just-transition-plan
Department of the Premier and Cabinet. (2025, January 17). Collie industrial transition fund. Government of Western Australian. https://www.wa.gov.au/organisation/department-of-the-premier-and-cabinet/collie-industrial-transition-fund
Gordon, Oliver. (2025, February 11). La transición justa de Collie: ¿Un modelo para los ocho millones de trabajadores de carbón del mundo? JUST Stories. https://www.just-stories.org/stories/collie-just-transition-a-blueprint-for-the-worlds-eight-million-coal-workers
Scott, Jesse, et al. (2022, May 23). Coal phase-out in Germany: The role of coal exit auctions.” Agora Energiewende. https://www.agora-energiewende.org/publications/coal-phase-out-in-germany
Srouji, J. and Cogan, D. (2023, September 8). What is the “Global Stocktake” and how can it accelerate climate action? World Resources Institute. https://www.wri.org/insights/explainingglobal-stocktake-paris-agreement
Wettengel, J. (2020, July 3). Spelling out the coal exit—Germany’s phase-out plan. Clean Energy Wire. https://www.cleanenergywire.org/factsheets/spelling-out-coal-phase-out-germanys-exit-law-draft