ไม่จริง!
ภาพลวงในนิยาม “ก๊าซธรรมชาติ = พลังงานสะอาด”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ก๊าซฟอสซิล” หรือที่อุตสาหกรรมมักนิยามอย่างสวยหรูว่า “ก๊าซธรรมชาติ”1 ถูกผลักดันให้เป็น “พลังงานแห่งการเปลี่ยนผ่าน” ที่จะช่วยลดการพึ่งพาถ่านหิน และนําพาโลกสู่ระบบพลังงานที่สะอาดขึ้น แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์ของก๊าซชนิดนี้คือเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการทับถมซากพืชซากสัตว์ สะสมเป็นเวลานานจนรวมตัวเป็นก๊าซ ซึ่งไม่ต่างจากถ่านหินหรือนํ้ามัน
ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั่วโลกกําลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทําให้ก๊าซฟอสซิลเหลว (liquefied natural gas—LNG) เข้ามามีบทบาทสําคัญในระบบพลังงานโลก เพราะถูกมองว่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถ่านหินและนํ้ามัน ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ก๊าซฟอสซิลเหลวเติบโตอย่างรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการพลังงานเกือบหนึ่งในสี่ของความต้องการพลังงานทั่วโลก2
การเติบโตของก๊าซฟอสซิลส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การขุดเจาะด้วยกระบวนการแยกชั้นหินด้วยแรงดันนํ้า (fracking) การแสวงหาพลังงานที่มีคาร์บอนตํ่ากว่าถ่านหินและนํ้ามัน และความพร้อมของการขนส่งก๊าซฟอสซิลเหลวระหว่างประเทศ พ.ศ. 2563 ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นปลายทางส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลวจากสหรัฐฯ และกลายเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซฟอสซิลเหลวโลก3 ในขณะที่ประเด็นด้าน “เศรษฐกิจ” เริ่มมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในฐานะบริบทหลักของการอภิปรายด้านพลังงาน
ในประเทศไทย ภาพจําที่สังคมไทยรับรู้กันมาอย่างยาวนาน คือความเชื่อในคํากล่าวอ้างของกระทรวงพลังงานที่เน้นยํ้าว่า “ความมั่นคงทางพลังงานจําเป็นต้องมาก่อน” ผนวกกับสถานการณ์ท้าทายของแหล่งก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่ในอ่าวไทยที่คาดว่ากําลังจะหมดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า หรืออาจจะเร็วกว่านั้น4 จึงกลายเป็นเหตุผลที่ทําให้ประเทศไทยยังคงเดินหน้านําเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการนําเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวคิดเป็นร้อยละ 38 ของก๊าซทั้งหมดที่จัดหาได้ และยังคงพึ่งพาก๊าซฟอสซิลเหลวเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 57 ของการใช้ก๊าซฟอสซิลทั้งหมดในภาคส่วนต่างๆ5
LNG กับดักความมั่นคงทางพลังงาน และอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน
แนวคิดที่ว่า “ก๊าซธรรมชาติคือพลังงานสะอาด” (clean energy) และเป็นตัวเสริมความมั่นคงทางพลังงาน (energy security) ได้กลายเป็นกรอบแนวคิดหลักในนโยบายพลังงานของหลายประเทศ โดยเฉพาะในช่วงต้นศตวรรษที่ 216 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลระดับโลกเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้นําระดับโลกกําลังตกอยู่ภายใต้ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านพลังงาน” ที่ต้องเผชิญระหว่างสองเป้าหมายหลักที่มักขัดแย้งกัน คือ การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ก๊าซฟอสซิล (โดยเฉพาะในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว—LNG) จึงถูกมองว่าเป็น “พลังงานสะอาดที่สุดในกลุ่มฟอสซิล” และกลายเป็น “ทางเลือกผ่อนปรนชั่วคราว” สําหรับประเทศที่ยังไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในหลายประเทศกลับแสดงให้เห็นว่า เมื่อเลือกพึ่งพาก๊าซในระดับโครงสร้างแล้ว อาจติดกับดักระยะยาว (lock-in infrastructure) ที่ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคต
สะอาดกว่า แต่ผลกกระทบกลับหนักหน่วง
แม้ว่าก๊าซฟอสซิลเหลวจะถูกนําเสนอและรับรู้ในวงกว้างว่าเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ “สะอาดกว่า” ถ่านหินและนํ้ามัน แต่หากพิจารณาในมุมของการประเมินผลกระทบตลอดทั้งวงจรชีวิต (life cycle assessment—LCA) จะพบว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของก๊าซฟอสซิลเหลวส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ในสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม
ข้อมูลจากรายงาน Congressional Research Service เรื่อง “Life-Cycle Greenhouse Gas Assessment of Coal and Natural Gas in the Power Sector”7 ระบุว่า แม้โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะผลิตพลังงานน้อยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่หากนับรวมการรั่วไหลของก๊าซมีเทนระหว่างการผลิตและการขนส่ง ซึ่งมีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายสิบเท่า จะพบว่าผลกระทบรวมของก๊าซฟอสซิลอาจใกล้เคียงหรือมากกว่าถ่านหิน โดยเฉพาะเมื่อปราศจากการควบคุมการรั่วไหลอย่างเข้มงวดในกระบวนการต้นทางของการผลิตพลังงาน (upstream)
การประเมินผลกระทบแบบ LCA จะครอบคลุม ตั้งแต่ “แหล่งกําเนิดจนถึงปลายทางการใช้งาน” (cradle-to-grave) ได้แก่ ขั้นการสํารวจ การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงาน การมองเพียงปลายทางของการเผาไหม้ที่สะอาดกว่าถ่านหินอาจบิดเบือนข้อเท็จจริง และทําให้เกิดความเข้าใจผิดว่าก๊าซฟอสซิลเป็น “พลังงานสะอาด” ในกระบวนการต้นนํ้า (upstream) การสํารวจและการขุดเจาะก๊าซฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซฟอสซิลแบบไม่ดั้งเดิม (unconventional natural gas) ซึ่งรวมถึงก๊าซจากชั้นหินดินดาน (shale gas) ที่สกัดด้วยเทคนิคการแตกหักด้วยแรงดันสูง (hydraulic fracturing หรือ fracking) ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสําคัญ กล่าวคือ กระบวนการ fracking ต้องใช้การอัดฉีดนํ้า ทราย และสารเคมีจํานวนมหาศาลลงไปในหลุมเจาะในแนวราบ เพื่อทําให้ชั้นหินแตกและปลดปล่อยก๊าซฟอสซิลหรือนํ้ามันออกมา การขุดเจาะรูปแบบดังกล่าวรบกวนระบบนิเวศและส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
การใช้ทรัพยากรนํ้าในกระบวนการ fracking เป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากการขุดเจาะหนึ่งหลุมอาจใช้นํ้าระหว่าง 1.5 ล้านไปจนถึง 16 ล้านแกลลอน ขึ้นอยู่กับลักษณะของชั้นหินและการดําเนินงาน8 การใช้นํ้าในปริมาณมหาศาลนี้ อาจสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรนํ้าในท้องถิ่นอย่างมาก นอกจากนี้ ของเหลวที่ใช้ในการ fracking ยังปรากฏสารเคมีอันตรายหลายชนิด ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนแหล่งนํ้าใต้ดิน หากมีการติดตั้งหลุมเจาะไม่ถูกต้อง มีการรั่วไหลของสารเคมี หรือการจัดการนํ้าเสียที่ไม่มีประสิทธิภาพ9 จากการศึกษาพบว่า การบําบัดนํ้าเสียจาก fracking มักไม่เพียงพอ ทําให้มีการปล่อยสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย เช่น คลอไรด์ โบรไมด์ ไอโอไดด์ แอมโมเนีย และไอโซโทปรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (เรเดียม) ลงสู่แหล่งนํ้า ซึ่งอาจนําไปสู่สภาวะ “พื้นที่ตาย” (dead zone)
นอกจากผลกระทบต่อทรัพยากรนํ้าแล้ว การขุดเจาะก๊าซฟอสซิลยังเป็นแหล่งกําเนิดมลพิษทางอากาศ เช่น การเผาก๊าซส่วนเกิน (flaring) การใช้เครื่องจักรหนัก และรถบรรทุกดีเซลเพื่อขนส่งวัสดุ ล้วนปล่อยสารมลพิษสู่บรรยากาศ สารเหล่านี้รวมถึงสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และสารเคมีอันตราย เช่น เบนซีน โทลูอีน เอทิลเบนซีน และไซลีน สามารถเพิ่มการก่อตัวของโอโซนระดับพื้นดิน (photochemical smog) และนําไปสู่ปัญหาระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทต่อประชาชนที่อยู่อาศัยในชุมชนใกล้เคียง ดังนั้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในขั้นตอนการขุดเจาะมีความเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้10
ในขั้นตอนกลางนํ้าและปลายนํ้า (midstream & downstream) การแปรรูปก๊าซ เป็น LNG ต้องใช้พลังงานสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 10 ถึง 15 ของพลังงานที่มีอยู่ในก๊าซเดิม ในขณะที่การขนส่ง LNG ทางเรือในระยะไกลยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมจากการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิง โดยรวมแล้ว การใช้ LNG อาจเพิ่มการปล่อยคาร์บอนขึ้นอีกร้อยละ 10 ถึง 25 เมื่อเทียบกับการส่งผ่านระบบท่อ
การรั่วไหลของมีเทน (Methane Leakage): ภัยเงียบที่ร้ายเเรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์
หนึ่งในประเด็นที่สําคัญที่สุดและมักถูกละเลยในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของก๊าซฟอสซิล คือ การรั่วไหลของมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทําให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อย่างมาก ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change—IPCC) ระบุว่า มีเทนมีศักยภาพในการทําให้โลกร้อน (Global Warming Potential—GWP) สูงกว่า CO2 ถึง 84–86 เท่าในช่วง 20 ปีแรก และ 28–36 เท่าในช่วง 100 ปี11 แม้ว่ามีเทนจะมีอายุในชั้นบรรยากาศสั้นกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (ประมาณ 10 ปี เทียบกับหลายพันปีสําหรับ CO2) แต่ความสามารถในการดูดซับพลังงานที่สูงกว่ามาก ทําให้การรั่วไหลเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงในระยะสั้นได้
แม้ว่าการประมาณการอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐบาล เช่น สํานักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (EPA) จะประมาณอัตราการรั่วไหลของมีเทนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.9 ถึง 1 ของการผลิตทั้งหมด แต่การศึกษาทางวิชาการจํานวนมากและข้อมูลการตรวจวัดทางอากาศล่าสุดกลับชี้ให้เห็นอัตราการรั่วไหลที่สูงกว่านั้น เช่น การศึกษาเรื่อง “US Oil and Gas System Emissions from Nearly One Million Aerial Site Measurements” ที่นําโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า การปล่อยมีเทนจากโรงงานนํ้ามันและก๊าซฯ โดยเฉลี่ยสูงกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ถึงสามเท่า โดยมีอัตราการรั่วไหลอยู่ระหว่างตํ่ากว่าร้อยละ 1 ถึง 9.6 ในบางภูมิภาค และมีค่าเฉลี่ยอยู่ร้อยละ 3 ในภูมิภาคที่สํารวจ12
นอกจากนี้ การศึกษาของกอร์ดอน (Deborah Gordon) และคณะ ยังเน้นยํ้าว่า หากอัตราการรั่วไหลของมีเทนจากระบบก๊าซเกินร้อยละ 4.7 ในกรอบเวลา 20 ปี หรือร้อยละ 7.6 ในกรอบเวลา 100 ปี ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากก๊าซฟอสซิลจะใกล้เคียงกับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของถ่านหิน13 นอกจากนี้ การรั่วไหลของมีเทนยังเกิดขึ้นจาก “ก๊าซเดือด” (boil-off gas) ที่ระเหยออกจากถังเก็บ LNG และระหว่างการขนส่ง ซึ่งมีการประมาณการอัตราการรั่วไหลจากกระบวนการเหล่านี้สูงถึงร้อยละ 1014
การประเมินค่าการรั่วไหลของมีเทนที่ตํ่ากว่าความเป็นจริงนี้นําไปสู่ “ช่องว่างมีเทน” (methane gap) ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างระดับการปล่อยก๊าซมีเทน ที่บิดเบือนภาพลักษณ์ของก๊าซฟอสซิลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และลดทอนข้อได้เปรียบด้าน CO₂ การศึกษาล่าสุดโดย โรเบิร์ต โฮเวิร์ธ (Robert Howarth) พบว่า LNG มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตสูงกว่าถ่านหินร้อยละ 3315 ซึ่งเป็นการหักล้างแนวคิดที่ว่า LNG เป็น “เชื้อเพลิงแห่งการเปลี่ยนผ่าน” การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานของก๊าซฟอสซิลเหลว ไม่ใช่ทางออกสําหรับการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายการจํากัดอุณหภูมิโลกตามความตกลงปารีส (Paris Agreement)
ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ของก๊าซฟอสซิล
แม้การถกเถียงเกี่ยวกับก๊าซฟอสซิลเหลวมักจะเน้นเฉพาะปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในความเป็นจริง ก๊าซฟอสซิลยังก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลึกในมิติที่มักถูกละเลย ซึ่งรวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง ไปจนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นกับไทยภายใต้เงาของคําว่า “การพัฒนา”
ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐและกลุ่มทุน กําลังเผชิญความท้าทายสําคัญในด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาที่มุ่งเป้าไปในพื้นที่ของชุมชนท้องถิ่น ชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ และพื้นที่ทางนิเวศวิทยา โครงการพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เปราะบาง หากยังนําไปสู่การแย่งชิงทรัพยากร ที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้ ขณะเดียวกันสิทธิของชุมชนท้องถิ่น และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพกําลังถูกละเลยภายใต้เงาของคําว่า “การพัฒนา”
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล เช่น การสร้างท่อขนส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซ และท่าเรือ LNG จําเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และมักรุกลํ้าเข้าไปในพื้นที่ที่มีความสําคัญ เช่น ป่าไม้ พื้นที่ชายฝั่ง ทะเลและมหาสมุทร การกระทําเหล่านี้อาจก่อให้เกิดการทําลายถิ่นอาศัยดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติโดยตรง หรือเกิดการกระจายตัวของถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat fragmentation)16 ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่พบได้ในพื้นที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้นหรืออาศัยอยู่ในประชากรขนาดเล็กที่โดดเดี่ยว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูง17
ในบริบทประเทศไทย การพัฒนาท่าเรือ LNG ในพื้นที่อ่าวไทยอาจส่งผลกระทบต่อแนวปะการังและหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ที่สําคัญของสัตว์นํ้าหลายชนิด กิจกรรมการขนส่งทางเรือยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนนํ้าทะเลจากนํ้ามันและการรบกวนเส้นทางอพยพของสัตว์ทะเล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของก๊าซฟอสซิลไม่ได้จํากัดอยู่เพียงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังรวมถึงความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศซึ่งเป็นพื้นฐานสําคัญต่อการรักษาสมดุลของโลกในระยะยาว
ผลกระทบต่อสุขภาพ ชุมชน และสิทธิมนุษยชน
ในขณะที่โลกยังคงพึ่งพาพลังงานจากก๊าซฟอสซิลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชีวิตประจําวัน เบื้องหลังของความมั่นคงด้านพลังงานกลับมีต้นทุนที่ต้องจ่ายโดยเฉพาะต่อสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งผลิตก๊าซฟอสซิลด้วยเทคนิค fracking ซึ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ รายงานจาก Natural Resources Defense Council (NRDC) ระบุว่า อัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคมะเร็งบางชนิดในชุมชนเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ18 ซึ่งกระบวนการ fracking ปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) สู่ชั้นบรรยากาศ ทําให้เกิดการก่อตัวของโอโซนระดับพื้นดินและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5 และ PM 10) ซึ่งสามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด โรคหัวใจและปอด นอกจากนี้ยังมีสารพิษเฉพาะ ได้แก่ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่สามารถทําลายระบบประสาทส่วนกลางได้ และกลุ่มสารประกอบ BTEX (เบนซีน โทลูอีน เอทิลเบนซีน ไซลีน) โดยเบนซีนเป็นสารก่อมะเร็งที่เชื่อมโยงกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ในขณะที่โทลูอีนและไซลีนสามารถทําลายตับและระบบทางเดินหายใจได้ และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายอื่นๆ ก็สามารถก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา จมูก ลําคอ รวมถึงอาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย
ผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษาในรัฐโคโลราโดพบว่า มารดาที่อาศัยอยู่ใกล้กับแหล่ง fracking ของนํ้ามันและก๊าซฟอสซิลมีแนวโน้มที่จะให้กําเนิดทารกที่มีความผิดปกติของหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ส่วนการศึกษาในรัฐเพนซิลเวเนียพบความเชื่อมโยงระหว่างการอาศัยอยู่ใกล้แหล่ง fracking กับการเกิดโรคหอบหืดในเด็กเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายงานอาการทางสุขภาพอื่นๆ เช่น อาการปวดศีรษะไมเกรน ความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง หายใจลําบาก และผื่นคันในผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งผลิต แม้การพัฒนาแหล่งก๊าซฟอสซิลจะถูกนําเสนอว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่การสร้างงานหรือเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่น แต่ในความเป็นจริงกลับมาพร้อมกับต้นทุนที่ซ่อนอยู่มากมาย ชุมชนต้องเผชิญกับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทั้งเสียงรบกวน แสงสว่างที่รุกลํ้าความสงบ การจราจรที่หนาแน่นขึ้น และภาระที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ เช่น ถนน โรงพยาบาล และระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในชุมชนท้องถิ่นที่ขาดแคลนทรัพยากรรองรับ เมื่อชั่งนํ้าหนักระหว่างผลที่ได้กับสิ่งที่สูญเสียแล้วหลายพื้นที่พบว่า “ต้นทุนชีวิต” ที่ต้องแลกมานั้น สูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ไม่คุ้มเสีย”
ในมิติสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ มักได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมจากการพัฒนาโครงการก๊าซฟอสซิล โดยขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกําหนดเจตจํานงของการพัฒนาที่สอดคล้องกับหลักปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา ตามรายงานบริบทโลกของชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ปี 2567 (The Indiginous World 2024) ของกลุ่มปฏิบัติการระหว่างประเทศด้านกิจการชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ (International Work Group for Indigenous Affairs) ระบุว่า รัฐบาลเปรูยังคงปล่อยให้มีการรุกรานที่ดินทํากินของชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์เพื่อทําการสํารวจขุดเจาะก๊าซฟอสซิลอย่างน้อยร้อยละ 75 ของพื้นที่แอมะซอนในประเทศเปรู19 จากกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ขุดเจาะก๊าซฟอสซิลมักเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและ “เขตเสียสละ” (sacrifice zone) ที่รัฐบาลอ้างขึ้นมาเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนฟอสซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนที่มีความเปราะบางจากความยากจน การเหยียดเชื้อชาติ และการถูกกีดกันทางสังคม ชุมชนที่อยู่โดยรอบแหล่งขุดเจาะก๊าซฟอสซิลมักสูญเสียแหล่งนํ้า พื้นที่ทําการเกษตรหรือที่ดินทํากิน และสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจากการขุดเจาะก๊าซฟอสซิล
การศึกษาจํานวนมากยังพบว่า ชุมชนที่มีประชากรกลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มที่จะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่ง fracking หรือสถานที่กําจัดของเสียจาก fracking มากกว่า ซึ่งเน้นยํ้าถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม (environmental injustice) ผลกระทบเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนชีวิตที่ตกอยู่กับชุมชนที่เปราะบางและไร้สิทธิเสียงในกระบวนการตัดสินใจไม่เป็นธรรมมากที่สุด20
- U.S. Energy Information Administration, “Natural gas explained,” EIA, https://www.eia.gov/energyexplained/natural-gas/
- “Statistical Review of World Energy,” Energy Institute, 2025, https://www.energyinst.org/statistical-review
- U.S. Energy Information Administration. “Asia Became the Main Export Destination for Growing U.S. LNG Exports in 2020,” EIA, March 15, 2021, https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=47136
- “หมดยุคค่าไฟถูก (ตอนที่ 1): ก๊าซอ่าวไทยกําลังจะหมด,” Thai Publica, 2 มิถุนายน 2565, https://thaipublica.org/2022/06/erc-explains-high-cost-of-electricity/
- สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน, “ก๊าซธรรมชาติ,” Tableau Public, https://public.tableau.com/app/profile/epposite/viz/3__16516649585350/sheet0
- P. Zeniewski, C. McGlade, T.-Y. Kim, & T. Gould, The Role of Gas in Today’s Energy Transitions (IEA Publications, 2019), https://iea.blob.core.windows.net/assets/cc35f20f-7a94-44dc-a750-41c117517e93/TheRoleofGas.pdf?utm_source
- Richard K. Lattanzio, “Life-Cycle Greenhouse Gas Assessment of Coal and Natural Gas in the Power Sector,” Congressional Research Service, June 26, 2015, https://nationalaglawcenter.org/wp-content/uploads/assets/crs/R44090.pdf
- U.S. Geological Survey, “How Much Water Does the Typical Hydraulically Fractured Well Require?,” USGS, https://www.usgs.gov/faqs/how-much-water-does-typical-hydraulically-fractured-well-require
- Committee on Energy and Commerce Minority Staff, Chemicals Used in Hydraulic Fracturing (United States House of Representatives, 2011), https://url.in.th/EuxOE
- มนูญ วงษ์มะเซาะห์, “การขุดเจาะก๊าซฟอสซิลเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ,” Greenpeace Thailand, 10 มีนาคม 2528, https://www.greenpeace.org/thailand/story/54853/climate-crisis-fossil-gas/
- Environmental Protection Agency (EPA), “Understanding Global Warming Potentials,” retrieved June 25, 2025, https://www.epa.gov/ghgemissions/understanding-global-warming-potentials
- Evan D. Sherwin, et al., “US Oil and Gas System Emissions from Nearly One Million Aerial Site Measurements,” Nature 627: 328–334 (2024), https://doi.org/10.1038/s41586-024-07117-5
- Deborah Gordon, et al, “Evaluating Net Life-Cycle Greenhouse Gas Emissions Intensities from Gas and Coal at Varying Methane Leakage Rates,” Environmental Research Letters vol. 18 no. 8 (2023): 1–9, DOI:10.1088/1748-9326/ace3db
- มนูญ วงษ์มะเซาะห์, “การขุดเจาะก๊าซฟอสซิลเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ.”
- Robert W. Howarth, “The Greenhouse Gas Footprint of Liquefied Natural Gas (LNG) Exported from the United States,” Energy Science & Engineering vol. 12 no. 11 (2024): 4843–4859, https://doi.org/10.1002/ese3.1934
- Earth Insight, Say No to LNG, et al., Anything But Natural: Liquefied Natural Gas (LNG) Infrastructure Expansion Threats to Coastal & Marine Ecosystems (2024), https://url.in.th/NLcjs
- IFAW, “How Habitat Fragmentation Affects Animals,” September 2, 2025, https://www.ifaw.org/journal/habitat-fragmentation-affects-animals
- Tanja Srebotnjak and Miriam Rotkin-Ellman, Fracking Fumes: Air Pollution from Hydraulic Fracturing Threatens Public Health and Communities, NRDC Issue Brief (December, 2014): 1–12, https://www.nrdc.org/sites/default/files/fracking-air-pollution-IB.pdf
- Dwayne Mamo, editor, The Indigenous World 2024 (International Work Group for Indigenous Affairs, 2024), https://url.in.th/NwhPR
- Jill E. Johnston, et al., “Wastewater Disposal Wells, Fracking, and Environmental Injustice in Southern Texas,” American Journal of Public Health vol. 106 no. 3 (March, 2016): 550–556 DOI:10.2105/AJPH.2015.303000