ไม่จริง!
คําว่า “ถ่านหินสะอาด” เริ่มแพร่หลายในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2558 จากโฆษณาชิ้นหนึ่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อนที่การใช้คําศัพท์ดังกล่าวจะเริ่มถูกพูดถึงเป็นวงกว้างทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนโดยปรากฏตามเอกสารต่างๆ ทั้งข้อเสนอโครงการและงานสัมมนาวิชาการ
ถึงอย่างนั้นการร้อยเรียงคําว่า “ถ่านหิน” และ “สะอาด” ไว้เคียงกันก็นับเป็นเรื่องที่แปลกแปร่ง เนื่องจากถ่านหินนับเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุด1 นับตั้งแต่ต้นนํ้าคือการทําเหมืองถ่านหินที่เป็นการทําลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง จนถึงปลายนํ้าที่การเผาไหม้ถ่านหินจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล รวมถึงก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฝุ่นละออง ไอปรอท และมลภาวะอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤตโลกรวน ฝนกรด และหมอกควันซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ตัวอย่างของหายนะจากเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยเกิดขึ้นที่ อ. แม่เมาะ จ. ลําปาง ประชาชนหลายร้อยคนที่อาศัยอยู่รอบเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะล้มป่วยและเสียชีวิตจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่นละออง นําไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่ต่อสู้กันยาวนานนับทศวรรษ จนเมื่อ พ.ศ. 2558 ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ กฟผ. ต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
เพื่อลบภาพความสกปรกของถ่านหิน อุตสาหกรรมพลังงานจึงพยายามผลักดันแนวคิดเรื่องเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากถ่านหิน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดไม่ได้หมายความว่าจะขจัดมลภาวะได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ “สะอาดขึ้น” เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษมหาศาลในอดีตเท่านั้น
ถ่านหินสะอาด สะอาดอย่างไร
เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดถูกแบ่งเป็นสามขั้นตอน ประกอบด้วยเทคโนโลยีก่อนการเผาไหม้ เทคโนโลยีระหว่างการเผาไหม้ และเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้2 โดยทั้งสามขั้นตอนมีเป้าหมายเดียวกันคือการลดมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน
เทคโนโลยีก่อนการเผาไหม้ คือการทําความสะอาดถ่านหินเพื่อขจัดสารปนเปื้อนที่ไม่ต้องการออกไป เช่น เศษฝุ่นละออง หิน ดิน รวมถึงกํามะถันเพื่อลดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์หลังการเผาไหม้ ซึ่งสามารถใช้วิธีทางกายภาพ วิธีทางชีวภาพ และวิธีทางเคมี อย่างไรก็ตาม เท่าที่สืบค้นยังไม่พบการใช้เทคนิควิธีดังกล่าวในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักเป็นการบริหารจัดการเพื่อลดการฟุ้งกระจายของถ่านหินระหว่างการขนส่ง เช่น การใช้สายพานลําเลียงแบบปิด ฯลฯ
เทคโนโลยีระหว่างการเผาไหม้ คือการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเผาเพื่อลดมลพิษระหว่างการเผาไหม้ซึ่งนับว่าใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย อาทิ การบดถ่านหินเป็นผงแล้วพ่นเข้าไปในเตาเผา (pulverized fuel combustion) และการนําถ่านหินที่บดผสมกับหินปูนเพื่อดักจับกํามะถัน (fluidized bed combustion) สองวิธีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และลดการปล่อยกํามะถันได้เป็นอย่างดี
และลําดับสุดท้ายคือเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้ คือการดักจับและควบคุมมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหิน เช่น ฝุ่นและเถ้าลอย ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และโลหะหนัก ไม่ให้เล็ดลอดออกไปปนเปื้อนในชั้นบรรยากาศ เทคโนโลยีที่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยและช่วยควบคุมระดับมลพิษได้ค่อนข้างดี เช่น การดักจับฝุ่นและเถ้าลอยด้วยไฟฟ้าสถิต (electrostatic precipitator) การกําจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มาพร้อมกับก๊าซทิ้ง (flue gas desulfurization)
ผู้เขียนไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีข้างต้นช่วยทําให้โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดกว่าในอดีต เมื่อประกอบกับกฎเกณฑ์ด้านมลภาวะทางอากาศที่เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา หายนะที่เกิดขึ้นที่แม่เมาะคงยากที่จะหวนกลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การปล่อยมลภาวะน้อยลงก็ยังห่างไกลจากคําว่าสะอาด นอกจากนี้ เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดไม่ได้ครอบคลุมเรื่องแหล่งที่มาของถ่านหิน เนื่องจากการทําเหมืองถ่านหินจําเป็นต้องทําลายระบบนิเวศดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‘ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์’ ที่ไม่ได้อยู่ในสมการถ่านหินสะอาดของไทย
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเทคโนโลยี “ถ่านหินสะอาด” แทบไม่มีการพูดถึงการจัดการปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการสําคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤตโลกรวน ทั้งที่ภาคพลังงานมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย และเราได้ให้คํามั่นกับนานาประเทศไว้ว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเท่ากับศูนย์ภายในปี 2065
เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่อาจเข้าข่ายช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้บ้าง คือการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยใช้เทคโนโลยีอัลตราซุปเปอร์คริติคอล (ultra-supercritical) แต่เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีซับคริติคอล (sub-critical) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในโรงไฟฟ้าถ่านหินของไทย ตัวเลขดังกล่าวยังนับว่าไม่มีนัยสําคัญมากนัก หากพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินของไทยกว่าครึ่งหนึ่งใช้ถ่านหินประเภทลิกไนต์ซึ่งนับเป็นถ่านหินคุณภาพตํ่าและมีการปล่อยมลภาวะสูงกว่าถ่านหินชนิดอื่น
ทางเลือกที่ปรากฏในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกตํ่า (Long-term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategies—LT-LEDS) ของประเทศไทยคือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage) ผสมผสานกับการใช้พลังงานจากชีวมวลโดยจะเริ่มดําเนินการในปี 2040
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเหล่านั้นก็ยังขาดแผนดําเนินการที่ชัดเจน แม้แต่ในร่างแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าฉบับปี 2024 เองก็ยังไม่มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนแต่อย่างใด ส่วนในฝั่งโรงไฟฟ้าภาคเอกชน แม้โรงไฟฟ้าบางแห่งจะประกาศศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เชื้อเพลิงแอมโมเนียร่วมเผากับถ่านหินเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ด้วยข้อจํากัดทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน สัดส่วนของแอมโมเนียสูงสุดจะอยู่ที่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หมายความว่าเชื้อเพลิงหลักจะยังคงเป็นถ่านหิน เพียงแต่ใช้ส่วนผสมของแอมโมเนียเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงบางส่วนเท่านั้น ในปัจจุบัน โจทย์ใหญ่สําหรับทั้งสองเทคโนโลยีคือใครจะเป็นเจ้าภาพในการลงทุนพัฒนาโครงการ ใครจะต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และสามารถดําเนินการได้จริงหรือไม่ เนื่องจากโครงการทั้งสองต้องอาศัยเงินลงทุนสูง ส่งผลให้โรงไฟฟ้ามีต้นทุนการดําเนินงานเพิ่ม อีกทั้งประเทศไทยยังไม่เคยมีโครงการลักษณะนี้มาก่อน แต่ปัจจุบันรัฐบาลยังขาดนโยบายและแผนการดําเนินงานที่ชัดเจนจนชวนให้ตั้งคําถามว่าโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ปรากฏใน LT-LEDS จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
สรุปแล้วถ่านหินสะอาด สะอาดจริงหรือไม่
หากพิจารณาในแง่มลภาวะทางอากาศ เช่น ฝุ่นและเถ้าลอย ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และโลหะหนักที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนโดยรอบโรงไฟฟ้าถ่านหิน เทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้การดําเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน “สะอาดขึ้น” อย่างมีนัยสําคัญ อย่างไรก็ตาม คําว่า “ถ่านหินสะอาด” ก็ดูเป็นคํากล่าวที่เกินจริงและอาจเข้าข่ายฟอกเขียว
ยิ่งเมื่อพิจารณาในมิติของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นต้นเหตุสําคัญของวิกฤตโลกรวน ก็ชัดเจนว่าเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ ส่วนแผนพัฒนาโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนหรือการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงร่วมก็ยังขาดแผนดําเนินงานและนโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจน อีกทั้งเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็มีประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ค่อนข้างจํากัด องค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งก็มองว่าเทคโนโลยีข้างต้นอาจเข้าข่ายการแก้ปัญหาแบบผิดทาง (false solution) โดยมีเป้าหมายเพื่อยื้อลมหายใจของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะเมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า ทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าอย่างเช่นพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ย่อมสะอาดกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมีนัยสําคัญ ยังไม่นับว่าในปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยสามารถแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าก๊าซ และมีแนวโน้มว่าต้นทุนจะถูกลงจนตํ่ากว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต
ความพยายามยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเป็นเรื่องที่ดูไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม
- Hannah Ritchie, “What Are the Safest and Cleanest Sources of Energy?,” Our World in Data, February 10, 2020, https://ourworldindata.org/safest-sources-of-energy
- “ชวนคิดก่อนคลิกแชร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน,” เอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการ “ปัญหาหมอกควันกับนวัตกรรมการจัดการอย่างยั่งยืน” 30 มีนาคม 2560 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, https://www.eng.chula.ac.th/wp-content/uploads/2017/04/โรงไฟฟ้าถ่านหิน-ตอนที่-2-สถานการณ์ถ่านหินและเทคโนโลยีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง.pdf
รายการอ้างอิง
Green Network. (2565, 22 พฤษภาคม). ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8–9 ของ กฟผ. https://www.greennetworkthailand.com/egat-2/
Lanner. (2566, 29 มีนาคม). “แม่เมาะ” อดีตที่ขมขื่น รอยแผลเป็นที่ถูกแทนที่ด้วยภาพความสวยงาม. Journalism that Builds Bridges. https://journalismbridges.com/node/55
Natt W. (2565, 24 พฤษภาคม). ครม. อนุมัติ กฟผ. ก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 4.74 หมื่นล้าน. สปริงนิวส์. https://www.springnews.co.th/news/824959#google_vignette
Accenture. (2021). APAC system value analysis: Thailand 2022. https://www3.weforum.org/docs/WEF_Thailand_System_Value_Analysis.pdf
Duke University Nicholas School of the Environment. (2019, October 21). Replacing coal with gas or renewables saves billions of gallons of water. https://nicholas.duke.edu/news/replacing-coal-gas-or-renewables-saves-billions-gallons-water
Earthjustice. (2023, September 19). Carbon capture: The fossil fuel industry’s false climate solution. https://earthjustice.org/article/carbon-capture-the-fossil-fuel-industrys-false-climate-solution
Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning. (2022). Thailand’s long-term low greenhouse gas emission development strategy (revised version). Ministry of Natural Resources and Environment. https://unfccc.int/sites/default/files/resource/Thailand%20LT-LEDS%20%28Revised%20Version%29_08Nov2022.pdf
World Nuclear Association. (2021, 16 November). “Clean coal” technologies, carbon capture & sequestration. https://world-nuclear.org/information-library/energy-and-the-environment/clean-coal-technologies