ไม่จริง!
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งสร้างประโยชน์มากมายในอดีต ทั้งเก็บกักนํ้าไว้ใช้ในการทําการเกษตร โดยเฉพาะในฤดูแล้ง การผลิตไฟฟ้า การบรรเทานํ้าท่วม รวมทั้งยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสําหรับประชาชนอีกด้วย
อย่างไรก็ดี เขื่อนขนาดใหญ่ก็ไม่ต่างจากสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ จากนํ้ามือมนุษย์ ตรงที่เมื่อเวลาผ่านไป ประโยชน์ที่ได้อาจลดลง เพราะสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ถึงจุดหนึ่งอาจสร้างผลเสียมากกว่าประโยชน์ก็ได้
เขื่อนอาจนับเป็น “พลังงานสะอาด” หากดูเฉพาะมิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่คําว่า “สะอาด” ไม่ควรมองเฉพาะด้านนั้นด้านเดียว แต่ต้องดูผลกระทบด้านอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมกว้างไกลกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสะสมตัวของตะกอนที่เกิดจากการสร้างเขื่อน เป็นตัวอย่างอันดีของเรื่องนี้
ลักษณะทางกายภาพของแม่นํ้าตามธรรมชาติและระบบนิเวศใกล้เคียงมีวิวัฒนาการในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เกิดจากการไหลของกระแสนํ้าตามธรรมชาติ ตะกอนที่แม่นํ้าพัดพามาจากต้นนํ้าสะสมนานนับล้านปีจนมีปริมาณตะกอนมหาศาล เป็นปุ๋ยตามธรรมชาติสําหรับพื้นที่ท้ายนํ้า
ในเมื่อเขื่อนขนาดใหญ่โดยธรรมชาติคือสิ่งปลูกสร้างที่ขวางกั้นลํานํ้า ตะกอนก็ย่อมสะสมหนาขึ้นทุกปี บางครั้งโผล่เป็นสันดอนทรายอย่างชัดเจน ทําให้หน้าเขื่อนตื้นเขิน ไม่สามารถรองรับนํ้าได้อย่างเต็มที่ เมื่อถึงฤดูนํ้าหลาก นํ้าก็จะล้นทะลักออกมาจากเขื่อน ท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนเหมือนเดิม
แม่นํ้าย่อมพัดพาตะกอนมาสะสมในอ่างเก็บนํ้าของเขื่อน อ่างเก็บนํ้าก็จะเต็มไปด้วยตะกอนมากขึ้น และยิ่งตะกอนสะสมมากขึ้น ศักยภาพของเขื่อนในการป้องกันนํ้าท่วมจึงย่อมลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
นอกจากนี้ ตะกอนที่ถูกกักไว้เหนือเขื่อนเมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็มีส่วนซํ้าเติมการพังทลายของร่องนํ้าและตลิ่งริมแม่นํ้าด้วย
แม่นํ้าเป็นบ่อเกิดที่สําคัญของทรายชายฝั่งและโคลนตรงปากแม่นํ้า นําธาตุอาหารมาให้การประมงบริเวณปากแม่นํ้าและชายฝั่ง เขื่อนขนาดใหญ่ปิดกั้นการไหลของตะกอนซึ่งมีธาตุอาหารในนั้น นําไปสู่การพังทลายของร่องนํ้าและตลิ่งลํานํ้าที่ไม่มีตะกอนเจือปนที่ปล่อยออกมาจากเขื่อน ทําให้สิ่งที่อยู่ตามท้องนํ้าและตามตลิ่งเคลื่อนตัวออกไป ผลที่ตามมาคือตลิ่งตามฝั่งแม่นํ้าพังลงมาและแม่นํ้าต้องตื้นเขิน พื้นที่ลุ่มนํ้าขังก็หดหาย เพิ่มแนวโน้มเกิดภาวะนํ้าท่วมที่รุนแรงขึ้น
ผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนหลายสิบเขื่อนในลุ่มนํ้าโขง เป็นตัวอย่างอันดีของผลกระทบจากการกีดขวางการไหลของตะกอนในแม่นํ้า
ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2540 จนถึงปัจจุบัน เขื่อนที่สร้างคร่อมแม่นํ้าแม่โขงในจีนได้ทําให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินดอนไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60 ของตะกอนในแม่นํ้าที่ได้รับผลกระทบ มีอัตราการกัดเซาะประมาณ 4.5 เมตรต่อปี งานวิจัยจากคณะกรรมาธิการแม่นํ้าโขง (Mekong River Commission) ในปี 2567 ประเมินว่า ตะกอนที่ไหลไปถึงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่นํ้าโขงจะลดลงถึง 97 เปอร์เซ็นต์ ในปี 25831
การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง รวมทั้งธุรกิจตักทรายในบริเวณลุ่มนํ้าโขง (เช่น นําไปใช้ในการก่อสร้าง) จึงยิ่งจะซํ้าเติมให้ดินตะกอนหดหายไปมากกว่าเดิม ดินแดนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือปากแม่นํ้าโขงในประเทศเวียดนาม อู่ข้าวอู่นํ้าสําคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่แห่งใดในโลกสามารถขุดลอกตะกอนมหาศาลที่อยู่หน้าเขื่อนออกไปได้ เขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าบางเขื่อนสร้างระบบ “ระบาย” ดินตะกอน แต่การทําเช่นนั้นจะต้องหยุดเครื่องกําเนิดไฟฟ้า (turbine) ชั่วคราว ซึ่งมีผลกระทบต่อผลตอบแทนทางการเงิน (ต้องหยุดขายไฟ) ผู้ดําเนินโครงการจึงย่อมไม่อยากหยุดเดินเครื่องบ่อยๆ
การระบายตะกอนจึงเป็นได้เพียงการ “บรรเทา” ผลกระทบเท่านั้น ไม่ใช่วิธี “แก้ปัญหา” ที่ถาวรแต่อย่างใด
- Mekong River Commission, “Mekong Sediment from the Mekong River Commission Study,” (2024), https://www.mrcmekong.org/wp-content/uploads/2024/08/Mekong-Sediment-from-the-Mekong-River-Commission-Study.pdf