ไม่จริง!
คนไทยจํานวนไม่น้อยเข้าใจว่า ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเพราะเราหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม แต่หากดูตัวเลขและโครงสร้างค่าไฟฟ้าจริงๆ จะพบว่า พลังงานหมุนเวียนมีผลต่อค่าไฟฟ้าในสัดส่วนที่น้อยมาก ในตอนนี้เราจะชวนคุณมาดูภาพรวมอย่างเข้าใจง่าย ว่าค่าไฟฟ้าแพงเพราะอะไร แล้วพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเท่าไหร่กันแน่ในค่าไฟฟ้าที่เราจ่าย
ทําไมค่าไฟฟ้าจึงแพงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (liquid natural gas—LNG) ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าพุ่งเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมา ซึ่งไทยต้องนําเข้า LNG จากต่างประเทศ ที่ผ่านมาราคา LNG พุ่งจาก 247.08 บาท/ล้านบีทียู ไปที่ 1,307.23 บาท/ล้านบีทียู ในเวลาไม่กี่เดือน ส่วนหนึ่งของสาเหตุมาจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทําให้ราคาพลังงานโลกผันผวนหนัก ส่งผลให้ LNG นําเข้ามีราคาสูงและส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
และสิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติถึง 58 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด แปลว่า ค่าไฟของเราได้รับผลกระทบเต็มๆ จากราคา LNG ในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น
นอกจากค่าไฟฟ้าแพงเพราะราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ประเทศไทยยังมีโรงไฟฟ้าสํารองมากเกินไปส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพง เห็นได้จากกําลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งของไทยปี 2567 อยู่ที่ 51,414 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 36,478 เมกะวัตต์ เท่ากับว่าเรามีกําลังผลิตไฟฟ้าเกิน 9,464.53 เมกะวัตต์ ซึ่งในปี 2567 มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เดินเครื่องถึง 7 โรง คิดเป็นเงินที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในส่วนค่าพร้อมจ่าย หรือ AP เท่ากับ 2,500 ล้านบาท สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนอยู่ในค่าไฟฟ้าที่เราจ่าย
ค่าไฟฟ้าเกิดจากอะไรบ้าง
โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยประกอบไปด้วย ค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ซึ่งค่าไฟฟ้าฐานประกอบไปด้วย 1. ค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (independent power producer—IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (small power producer—SPP) 2. ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) 3. ค่าซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 4. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากนโยบายของภาครัฐ ได้แก่ การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน นโยบายการใช้ไฟฟ้าฟรี 5. ต้นทุนระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. 6. ต้นทุนระบบจําหน่ายและค้าปลีกของการไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
ค่าใช้จ่ายในข้อที่ 1. และ 2. จะแยกเป็นค่าไฟฟ้าสําหรับต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของเอกชน IPP SPP และ กฟผ. หรือที่เรียกกันว่าค่าพร้อมจ่าย (availability payment—AP) ซึ่งเป็นค่าเตรียมความพร้อมที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าผ่าน กฟผ. และ กฟผ. จะจ่ายต่อให้กับโรงไฟฟ้า ในกรณีที่โรงไฟฟ้าไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ประชาชนและ กฟผ. ก็จะต้องจ่าย AP ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายสําหรับต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า (energy payment—EP)
ค่า Ft หรือ ค่าไฟฟ้าผันแปร คือค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะผันแปรตามราคาต้นทุนพลังงาน และนโยบายภาครัฐที่ไม่เป็นไปตามที่คํานวณไว้หรือประมาณการไว้ เช่น ภาครัฐประมาณการต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไว้ที่ 1.75 บาทต่อหน่วย แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 1.78 บาทต่อหน่วย ทําให้ต้องมีการปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าอีกประมาณ 0.02 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน แม้ว่าเราจะใช้จํานวนหน่วยเท่าเดิมก็ตาม โดยภาครัฐจะปรับค่า Ft ทุกๆ 4 เดือน
อัตราค่าไฟฟ้าฐานในช่วงปี 2559 ถึงสิงหาคม 2564 จะอยู่ในช่วง 3.4311–3.7924 บาทต่อหน่วย และในช่วงเดือนกันยายน–ธันวาคม 2564 อัตราค่าไฟฟ้าของประชาชนปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.6993 บาท เป็น 4.2760 บาทต่อหน่วย และปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสูงที่สุดที่ 5.3579 บาทต่อหน่วย ณ เดือนกันยายน ถึงธันวาคม 2565 สัดส่วนค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดและมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิง LNG ที่นําเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น
และในค่าไฟฟ้าฐานนั้น มีรายการสําคัญที่คนมักเข้าใจผิดว่าทําให้ค่าไฟฟ้าแพง คือ ค่ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แล้วพลังงานหมุนเวียนมีผลต่อค่าไฟฟ้าเท่าไหร่
ณ ไตรมาสแรกของปี 2568 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั้งระบบเท่ากับ 4.15 บาทต่อหน่วย ซึ่งค่าไฟฟ้าที่จ่ายเพื่อซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเท่ากับ 0.17 บาทต่อหน่วย หรือเพียง 4.09 เปอร์เซ็นต์ ของค่าไฟทั้งหมด อีกทั้งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งในอดีตภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีกและให้ส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าที่เรียกว่า Adder เป็นระยะเวลา 10 ปี และเมื่อหมด Adder ผู้ผลิตไฟฟ้าจะได้รับเพียงแค่อัตราค่าไฟฟ้าขายปลีกเท่านั้น เช่น การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีการให้ Adder เพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนการติดตั้งที่สูงมากในยุคนั้น คือ ประมาณ 100 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ นโยบาย Adder นี้รัฐใช้เป็นการจูงใจให้เอกชนลงทุนในพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดในช่วงเริ่มต้น ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ถูกลง ภาครัฐปรับอัตรา Adder ลงมาเหลือ 6.50 บาทต่อหน่วย และเมื่อเทคโนโลยีถูกลงเรื่อยๆ ภาครัฐจึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ Feed-in Tariff (FiT) คือให้อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตคงที่ตลอดอายุสัญญาซื้อขาย ซึ่งในปี 2565 ราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย ซึ่งราคาใกล้เคียงกับไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหลัก ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เคยได้รับ Adder กําลังทยอยครบระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนค่าไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ
แล้วอนาคตพลังงานไทยควรไปทางไหน
ร่างแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2567 (PDP 2024) ตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไว้ที่สัดส่วน 51 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2580 แต่ในแผนฯ การผลิตไฟฟ้าของประเทศก็ยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติอยู่มากถึง 41 เปอร์เซ็นต์ และถ่านหิน/ลิกไนต์อีก 7 เปอร์เซ็นต์ คําถามคือ หากวันหนึ่งเกิดสงครามและส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวน จะทําให้ราคานําเข้า LNG สูงลิ่วแบบที่ผ่านมาอีกหรือไม่ และถ้ารัฐยังยึดมั่นกับเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมในการผลิตไฟฟ้า คนไทยจะต้องจ่ายค่าไฟราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า
พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่ตัวการของค่าไฟแพง แต่คือทางออกหนึ่งในระยะยาว เนื่องจากไทยมีทรัพยากรเพียงพอในประเทศที่จะใช้พลังงานหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ พลังงานชีวมวล (biomass) พลังงานก๊าซชีวภาพ (biogas) พลังงานลม (wind) พลังงานแสงอาทิตย์ (solar) พลังงานขยะ (waste to energy) ซึ่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าไม่ขึ้นกับราคานําเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนในการผลิตและติดตั้งลดลงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือฝุ่น PM 2.5 หรือมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการคือการวางแผนกําลังผลิตให้สมดุล และมีกลไกที่โปร่งใสในการรับซื้อไฟฟ้ารวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชน เพื่อไม่ให้พลังงานหมุนเวียนถูกเข้าใจผิดอีก
รายการอ้างอิง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย. (2568, 1 มิถุนายน). ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด. https://www.egat.co.th/home/statistics-demand-annual/
แนวทางหั่นค่าไฟเหลือ 3.70 บาทของ “ทักษิณ ชินวัตร”. (2568, 7 กุมภาพันธ์). Thai Publica. https://thaipublica.org/2025/02/thaksin-shinawatras-plan-to-cut-electricity-prices-to-3-70-baht/
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2568, 14 มกราคม). เขย่าโครงสร้างราคา ขยับสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี. https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2025/01/ข้อเสนอเขย่าโครงสร้างราคา-ขยับสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี.pdf
สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน. (2566). แนวทางการกําหนดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว [เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยคณะกรรมาธิการวุฒิสภา วันที่ 22 ธันวาคม].
สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน. (ม.ป.ป.). ไฟฟ้า. กระทรวงพลังงาน. https://www.eppo.go.th/index.php/th/energy-information/static-energy/static-electricity?orders[publishUp]=publishUp&issearch=1