ไม่จริง!
“อีไอเอ” หรือ EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment หรือรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นทั้ง “กฎหมาย” และ “เครื่องมือ” ที่ขาดไม่ได้ในการวางแผนโครงการใดๆ ก็ตาม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
นอกจากจะต้องประเมินทางเลือกในการดําเนินโครงการ ความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแง่ต่างๆ จากการดําเนินโครงการแล้ว รายงานอีไอเอจะต้องกําหนดวิธีป้องกัน แก้ไข หรือบรรเทาผลกระทบเหล่านี้อย่างเพียงพอและครอบคลุมด้วย
เราอาจเข้าใจ (ไปเอง) ว่า ในเมื่อรายงานอีไอเอเป็นกฎหมายที่ทุกบริษัทต้องทําตาม สําหรับโครงการที่เข้าข่ายต้องทํารายงานอีไอเอ (หรือรูปแบบที่เคร่งครัดกว่านี้ คือ อีเอชไอเอ—Environmental and Health Impact Assessment คือต้องประเมินผลกระทบต่อสุขภาพด้วย) เมื่อหน่วยงานรัฐด้านสิ่งแวดล้อมอนุมัติให้อีไอเอ “ผ่าน” ก็น่าจะแปลว่าโครงการนั้นๆ ไม่มีปัญหาแล้ว
แต่ในความเป็นจริง ระบบอีไอเอของประเทศไทยยังมีปัญหาและข้อจํากัดหลายด้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ทําให้ข้อเท็จจริงที่ว่า รายงาน “ผ่าน” ไม่ได้แปลว่าโครงการ “ไม่มีปัญหา”
ตัวอย่างปัญหาสําคัญๆ ได้แก่
1. เวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นขั้นตอนสําคัญในการทํารายงานอีไอเอ มักเป็นเวทีเพื่อสร้างความชอบธรรมต่อสาธารณชนในการดําเนินโครงการ ไม่ใช่เวทีที่ “รับฟังความคิดเห็น” จริงๆ
2. ในหลายกรณี ทั้งฝ่ายบริษัทผู้ดําเนินโครงการและฝ่ายประชาชนยังขาดความเข้าใจและการให้ความสําคัญเรื่องการมีส่วนร่วม การศึกษาผลกระทบทางสังคมยังทําได้ไม่เต็มที่เพราะขาดแคลนเวลาและงบประมาณ ข้อมูลที่ได้จากการสํารวจมิได้นํามาใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบ และไม่เพียงพอที่จะตอบคําถามในด้านการศึกษาผลกระทบทางสังคมได้อย่างชัดเจน รวมถึงความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อบริษัทที่ปรึกษา จากการทําหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์โครงการซึ่งทําให้มีท่าทีไม่เป็นกลาง การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงมีลักษณะ “เผชิญหน้า” ด้วยการแบ่งฝ่ายเป็นกลุ่ม “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” กับโครงการ โดยเกือบจะปฏิเสธข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด มากกว่าที่จะประนีประนอมและรับฟังความคิดเห็น
3. รายงานอีไอเอมักถูกเปิดเผยต่อเมื่อโครงการได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น สมาชิกชุมชนที่ได้รับผลกระทบไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อร่างรายงานอีไอเอ ทําให้อาจเกิดปัญหา เช่น การต่อต้านหรือไม่ยอมรับโครงการ
4. หลังจากที่รายงานอีไอเอผ่าน การตรวจสอบว่าผู้ดําเนินโครงการได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในรายงานอีไอเอหรือไม่ ยังมีปัญหามาก เพราะไร้กลไกที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัจจัยเช่น หน่วยงานผู้ให้อนุญาตไม่มีความพร้อม ขาดความรู้ความชํานาญการ และไม่มีเครื่องมือในการประเมินหรือตรวจสอบได้ว่ามีการดําเนินการตามมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่ระบุไว้ในรายงานอีไอเอหรือไม่ เพียงใด
5. ปัญหาการขาดแคลนข้อมูลฐาน (baseline data) เช่น คุณภาพอากาศ เสียงรบกวน ปริมาณและคุณภาพนํ้าผิวดิน คุณภาพดิน พืชและสัตว์ประจําถิ่น ซึ่งจําเป็นต่อการจัดทํารายงาน แต่ข้อมูลฐานยังด้อยคุณภาพและขาดแคลนในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัทที่ปรึกษามีข้อจํากัดค่อนข้างมากในการจัดทํารายงาน และสุดท้ายก็ส่งผลให้คุณภาพของรายงานอีไอเอถูกตั้งคําถาม เนื่องจากรายงานจะจัดทําโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาที่จัดหาข้อมูลโดยตนเอง
6. ไม่มีการกําหนดอายุของรายงานอีไอเอเอาไว้ หากโครงการผ่านกระบวนการจัดทําและพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว รายงานฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตลอดไป ไม่ว่าสภาพแวดล้อมหรือลักษณะโครงการจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดก็ตาม
7. กรณีที่เจ้าของโครงการไม่ดําเนินการตามที่กําหนดไว้ในรายงานอีไอเอ หลังจากที่ได้รับอนุญาตแล้ว เจ้าพนักงานในหน่วยงานผู้อนุญาตมีอํานาจตามกฎหมายให้ดําเนินการตามเงื่อนไข หากฝ่าฝืนจะมีผลให้ถูกสั่งแก้ไขหรือระงับการดําเนินการชั่วคราวหรือทั้งหมดก็ได้ อย่างไรก็ดี ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ไม่มีบทบัญญัติในกรณีนี้ ทําให้เห็นว่าเป็นกระบวนการที่ขาดสภาพบังคับ เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่จะลงโทษหรือบังคับให้กระทํา
8. การพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในกรณีโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อาจขาดความเป็นกลาง เพราะคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคการเมืองย่อมต้องผลักดันโครงการหรือกิจการต่างๆ ให้เป็นไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีซึ่งอาจมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก