ไม่จริง!

จากข้อมูล ASEAN Centre for Energy and China Renewable Energy Engineering Institute จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความเร็วลมเฉลี่ย 5.5–8 เมตรต่อวินาทีในพื้นที่ภาคกลาง และความเร็วลมเฉลี่ย 6–8 เมตรต่อวินาทีในพื้นที่ภาคเหนือ กําลังลมหรือความสามารถของลมในการทํางานหรือผลิตพลังงานออกมาได้อยู่ที่ 200–500 วัตต์ต่อตารางเมตร และประเทศเวียดนามมีความเร็วลมเฉลี่ย 5–8 เมตรต่อวินาทีและกําลังลมอยู่ที่ 150–500 วัตต์ต่อตารางเมตร1

เมื่อประเมินศักยภาพพลังงานลมเฉพาะพื้นที่ที่เป็นที่ดินเปล่า ทุ่งหญ้า พื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนหรือพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ พบว่าภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมากถึง 1,112.30 กิกะวัตต์ โดยประเทศไทยมีศักยภาพมากที่สุด คือ 341.40 กิกะวัตต์ ซึ่งระดับความเร็วลมตํ่า (5–6 เมตรต่อวินาที หรือ ความเร็วลมตํ่า) ประเทศไทยมีศักยภาพฯ มากถึง 294.43 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86.24 ของศักยภาพพลังงานลมรวมของประเทศไทย และ capacity factor ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมีมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 6 ชั่วโมงต่อวัน (รายละเอียดตามตารางด้านล่าง) สําหรับการพัฒนาโครงการพลังงานลมที่ความเร็วลมตํ่าต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่สําหรับความเร็วลมตํ่า ซึ่งขณะนี้ประเทศจีนอยู่ระหว่างกําลังพัฒนาเทคโนโลยีกังหันความเร็วลมตํ่าอยู่และคาดว่าจะสามารถนําออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ภายใน 5 ปีนับจากนี้

ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยมีกําลังผลิตติดตั้งพลังงานลมอยู่ที่ 1,544 เมกะวัตต์ โดยในช่วงในช่วงปี 2555–2557 ภาครัฐมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมมาตลอดและไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมอีกเลยจนกระทั่งปี 2565 ภาครัฐมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมโดยอิงเป้าหมายตามแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2561–2580 (Power Development Plan-PDP 2018 Rev.1) จํานวน 1,500 เมกะวัตต์ โดยกําหนดเริ่มดําเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date—COD) ภายในปี 2568–25732 นอกจากนี้ ในปี 2567 ภาครัฐมีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมเพิ่มเติมอีก 1,000 เมกะวัตต์ และร่างแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2567 กําหนดกําลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จากพลังงานลมภายในปี 2567–2580 ไว้ที่ 5,345 เมกะวัตต์ ซึ่งเห็นชัดว่าเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมของภาครัฐไทยยังห่างไกลจากศักยภาพฯ ที่ ASEAN Centre for Energy and China Renewable Energy Engineering Institute ประเมินไว้ข้างต้น

ถึงแม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นจํานวนมาก แต่การพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายยังเป็นไปอย่างล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามกําหนดเป้าหมายกําลังผลิตติดตั้งพลังงานลมบนชายฝั่ง (onshore wind) ไว้ที่ 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งในปี 2567 ประเทศเวียดนามมีกําลังผลิตติดตั้งพลังงานลมทั้งบนชายฝั่งและนอกชายฝั่งมากถึง 5,888 เมกะวัตต์3 มากกว่าประเทศไทยถึง 3.81 เท่า เนื่องจากการพัฒนาโครงการพลังงานลมในไทยมีข้อจํากัดในแง่นโยบายการรับซื้อที่ไม่ต่อเนื่อง คือ มีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานลมแต่ไม่มีแผนว่าภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในแต่ละปีเท่าไหร่ หรือไม่มีแผนว่าจะต้องรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผน PDP ที่กําหนดไว้

ตัวอย่างข้อจํากัดบางประการจากระเบียบเรื่องการกําหนดระยะปลอดภัยและระยะห่างของโครงการพลังงานลม ตามประกาศคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง กําหนดระยะห่างที่ตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน และขนาดกําลังการผลิตติดตั้งสําหรับผู้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ซึ่งการกําหนดนิยามที่ไม่ชัดเจนหรือข้อกําหนดบางอย่างที่ทําให้พื้นที่ศักยภาพพลังงานลมลดลง เช่นประเด็นต่อไปนี้4

  • ไม่มีการกําหนดนิยามที่ชัดเจนของคําว่า “บ้าน” “เขตชุมชน” ทําให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับชาวบ้านในพื้นที่ เช่น ชาวบ้านมีการสร้างเถียงนา หรือที่พักในการทํานา ซึ่งสถานที่นั้นไม่มีบ้านเลขที่จึงไม่ถือว่าเป็นบ้านเรือน แต่ กกพ. พิจารณาว่าผู้พัฒนาโครงการจะต้องเว้นระยะห่างโครงการเพื่อความปลอดภัย และเขตชุมชน ควรหมายถึงกลุ่มของบ้านที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันจํานวนไม่น้อยกว่า 10 หลัง
  • การกําหนดระยะห่างระหว่างกังหันลมกับทางหลวงโดยให้มีระยะห่างเท่ากันหมดคือไม่น้อยกว่า 1.2 เท่าของผลรวมของความสูงบวกกับรัศมีใบพัด สําหรับทางหลวงทุกประเภทนั้น มิได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งกําหนดระยะห่างระหว่างต้นกังหันลมกับทางหลวงในแต่ละประเภทตามความหนาแน่นของการจราจรในทางหลวงเส้นนั้น

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการพลังงานลมยังมีข้อจํากัดในเรื่องขนาดกําลังผลิตติดตั้งของเครื่องกําเนิดไฟฟ้า ที่รัฐกําหนดว่าต้องไม่เกินกว่าปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งทําให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการใช้พลังงานสีเขียวจากพลังงานลมได้ไม่เต็มศักยภาพ ยกตัวอย่างเช่น หากปริมาณเสนอขายในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสนอขายไฟฟ้าที่ 5 เมกะวัตต์เท่านั้น แปลว่าเครื่องกําเนิดไฟฟ้าของโครงการพลังงานลมจะต้องติดตั้งไม่เกิน 5 เมกะวัตต์ แต่การผลิตไฟฟ้าโดยทั่วไปมีการสูญเสียพลังงานในระหว่างการผลิตไฟฟ้า ทําให้ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตและใช้ได้มีตํ่ากว่า 5 เมกะวัตต์ ในขณะที่พลังงานอื่นๆ สามารถติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟ้าได้มากกว่าปริมาณที่เสนอขายได้แต่ต้องไม่เกินกําหนดที่ กกพ. กําหนดไว้5

ข้อจํากัดเหล่านี้ทําให้พลังงานลมยังไม่อาจเป็น “พระเอก” ในการช่วยประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral) ภายใน พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emission) ภายใน พ.ศ. 2608 ทั้งที่พลังงานลมเป็นพลังงานหมุนเวียนชนิดสําคัญ และดังที่เราได้เห็นแล้วจากข้อมูลข้างต้นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพค่อนข้างมาก

ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทเอกชนหลายแห่งในประเทศไทยโดยเฉพาะบริษัทสัญชาติต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยก็มีการกําหนดเป้าหมาย net zero และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและต้องการซื้อไฟฟ้าสีเขียวโดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับนโยบายพลังงานและระเบียบปฏิบัติที่ไม่มีความชัดเจน

รายการอ้างอิง

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน. (2568, 25 มิถุนายน). สถิติพลังงาน ผลการดําเนินงานด้านพลังงานทดแทน. https://www.dede.go.th/articles?id=16069&type=dede-news


  1. ASEAN Centre for Energy and China Renewable Energy Engineering Institute, Research on Applications of Low Wind Speed Power in ASEAN, (ASEAN Centre for Energy, 2021).
  2. “โครงการรับซื้อไฟฟ้า,” สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, 30 กันยายน 2565, https://www.erc.or.th/th/power-purchasing3/2697 (ดู หัวข้อพลังงานลม ประกาศของวันที่ 30 กันยายน 2565)
  3. “Total Wind Energy Capacity in Vietnam from 2011 to 2023,” Statista, July 3, 2024, https://www.statista.com/statistics/1006105/vietnam-total-wind-energy-capacity/
  4. “ศักยภาพพลังงานลมในประเทศไทย,” บทสัมภาษณ์สมาคมพลังงานลมโดยผู้เขียน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568
  5. เรื่องเดียวกัน