ไม่จริง!
เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิดจากธรรมชาติแล้วทําไมถึงอันตราย?
แม้ถ่านหินจะเกิดจากการแปรสภาพของซากพืช ซึ่งมีองค์ประกอบ เช่น คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) และไนโตรเจน (N) รวมถึงธาตุรองอย่างกํามะถัน (S) แต่กระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายพันถึงหลายล้านปี มักทําให้ดิน หิน และแร่ธาตุต่างๆ ตกตะกอนรวมเข้ากับซากพืชที่ทับถมอยู่ใต้ดิน แร่ธาตุบางชนิด เช่น แร่ไพไรต์ (Pyrite; FeS2) มักตกตะกอนร่วมกับถ่านหิน และสามารถปนเปื้อนโลหะหนักอันตราย เช่น ปรอทและสารหนู แม้จะพบในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับธาตุหลัก แต่ก็อาจมีความเข้มข้นสูงพอที่จะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่จัดอยู่ในกลุ่มสารอันตราย (hazardous air pollutants) โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ความเข้มข้นของโลหะหนัก อาทิ ปรอท ยังขึ้นอยู่กับลักษณะทางธรณีของแหล่งแร่แต่ละแห่งด้วย
สําหรับก๊าซฟอสซิล แม้จะสะอาดกว่าถ่านหินในแง่ของการปล่อยฝุ่นและโลหะหนัก แต่ก๊าซฟอสซิลก็ประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนเป็นหลัก เช่น มีเทน (CH₄) และอาจมีสิ่งเจือปนอื่นๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) หรือไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ที่สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกระบวนการสันดาปเพื่อผลิตพลังงาน รวมถึงระบบผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลทําให้เกิดการรั่วไหลของมีเทนในหลายจุด เช่น การขุด การส่งผ่าน การจัดเก็บ และการเผาไหม้ จึงทําให้ก๊าซฟอสซิล มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศไม่ต่างจากถ่านหิน
ฝุ่นพิษ PM 2.5 มาจากไหน
ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ ฝุ่นพิษ PM 2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่มีขนาดเล็กมากจนสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อระบบทางเดินหายใจ และระบบหัวใจและหลอดเลือด แหล่งกําเนิดของฝุ่นพิษมีที่มาจากการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การผลิตของภาคอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง รวมถึงกิจกรรมจากแหล่งที่อยู่อาศัยและธุรกิจการค้า โดยแบ่งได้เป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกําเนิดโดยตรง และฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นพิษ PM 2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน ซึ่งในปี 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงกําหนดอย่างเป็นทางการให้ฝุ่นพิษ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง1
แหล่งกําเนิดฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มักจะถูกละเลยจากสื่อและภาครัฐ คือ โรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล โรงไฟฟ้าเหล่านี้ปล่อยฝุ่นพิษ PM 2.5 ในปริมาณมากกว่าการเผาชีวมวลและรถยนต์หลายเท่า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ปล่อยสารประกอบออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารประกอบออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสําคัญในการเกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 และฝนกรด นอกจากนี้ยังปล่อยเขม่า และอนุภาคที่นําไปสู่การเกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 รวมถึงโลหะหนักที่เป็นพิษต่างๆ เช่น ปรอทและสารหนู ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลมักถูกมองว่า “สะอาดกว่า” เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ในความเป็นจริงโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลยังเป็นแหล่งปล่อยมลพิษที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะจากการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน ในปริมาณที่มีนัยสําคัญ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฝุ่นพิษ PM 2.5 และโอโซนระดับพื้นดิน นอกจากนี้ การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จากการเปิด–ปิดโรงไฟฟ้าบ่อยครั้ง (startup/shutdown) ยังทําให้เกิดคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และมลพิษอื่นๆ ในระดับที่มีนัยสําคัญแม้ว่าโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลจะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์น้อยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ก็ยังคงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเฉพาะหากตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน และกรณีที่เทคโนโลยีควบคุมมลพิษไม่มีประสิทธิภาพสูงพอ ก็ยังสามารถปล่อยฝุ่นพิษ PM 2.5 รวมถึงโลหะหนักบางชนิดที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน
นอกจากนี้ กิจกรรมในภาคการขนส่ง การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรม ปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน และออกไซด์ของซัลเฟอร์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสําคัญที่ก่อให้เกิด แอโรซอลอินทรีย์ทุติยภูมิ (Secondary Organic Aerosols—SOAs) ซึ่งคาดว่าเป็นองค์ประกอบหลักของฝุ่นพิษ PM 2.5 โดยเฉพาะพื้นที่ในกรุงเทพฯ
ในขณะเดียวกัน ค่ามาตรฐานการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน ของโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลในประเทศไทยยังคงอยู่ที่ประมาณ 120 ppm.2 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานหากเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล เช่น ในสหภาพยุโรป (EU) ที่กําหนดไว้เพียง 5–15 ppm. เท่านั้น3 ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีความท้าทายในการควบคุมแหล่งกําเนิดมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะจากโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลที่ตั้งอยู่รอบพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอสําคัญของฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่ไม่อาจมองข้ามได้ นอกจากนี้ยังมีสมมติฐานจากการคํานวณโดยนักวิจัยอิสระด้านพลังงานสรุปว่า โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลขนาด 700 เมกะวัตต์ 1 แห่งของไทย ปล่อยมลพิษออกไซด์ของไนโตรเจน ประมาณ 19 ตัน/วัน ซึ่งเทียบเท่ากับที่ปล่อยจากรถยนต์ 3,160,000 คัน ที่วิ่งในกรุงเทพฯ ทุกวัน4
ส่ององค์ประกอบฝุ่นพิษ PM 2.5
การศึกษาจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้ศึกษาองค์ประกอบของฝุ่นพิษ PM 2.5 ด้วยเทคนิค mass spectrometry พบว่า องค์ประกอบหลักเป็นสารอินทรีย์ (ร้อยละ 58) รองลงมาเป็นไนเตรท (ร้อยละ 21) ซัลเฟต (ร้อยละ 12) แอมโมเนีย (ร้อยละ 8) ตามลําดับ5
เมื่อเจาะลึกส่วนของสารอินทรีย์ฝุ่นพิษ PM 2.5 พบว่ามีสารที่เกิดจากการเผาชีวมวล (BBOA) เพียงแค่ร้อยละ 23 ไฮโดรคาร์บอนร้อยละ 11 นอกนั้นเป็นละอองอินทรีย์ขั้นทุติยภูมิ (Secondary Organic Aerosols—SOAs) ถึงร้อยละ 66 ซึ่งละอองเหล่านี้เกิดจากการทําปฏิกิริยากันระหว่างออกไซด์ของไนโตรเจน และออกไซด์ของซัลเฟอร์ สารมลพิษที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักกับสารอินทรีย์ระเหยง่าย
การวิเคราะห์คุณภาพอากาศจากการเก็บตัวอย่างอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงเดือนมีนาคม 25676 ซึ่งเป็นช่วงที่มลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุด พบว่าการเผาไหม้ชีวมวลโดยตรงมีส่วนก่อให้เกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 ในอากาศไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณ PM 2.5 ทั้งหมด ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าละอองอินทรีย์ขั้นทุติยภูมิอาจมีบทบาทสําคัญมากขึ้นต่อปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ที่มีแหล่งมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลหนาแน่น
บทเรียนจากแม่เมาะ: มลพิษจากถ่านหิน
“แอ่งแม่เมาะ” อําเภอแม่เมาะ จังหวัดลําปาง เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีกําลังผลิตจํานวน 2,400 เมกะวัตต์ โดยอาศัยถ่านหินจากเหมืองถ่านหินแม่เมาะจํานวนประมาณ 15–17 ล้านตัน เพื่อป้อนเข้าสู่หน่วยการผลิต จํานวน 13 หน่วย กําลังผลิตไฟฟ้า 2,625,000 กิโลวัตต์ ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือตอนบนและล่าง เชื่อมต่อไปยังภาคกลางและเชื่อมโยงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สองปัจจัยนี้ทําให้ลําปางเกือบจะได้เป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคเหนือ แต่การเติบโตด้านพลังงานกลับทิ้งร่องรอยและบาดแผลของผลกระทบที่ยากจะลบเลือน
ในปี 2535 แม่เมาะได้เกิดเหตุมลพิษทางอากาศที่รุนแรงจากการปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในระดับสูงเกินกว่ามาตรฐานจากโรงไฟฟ้า และสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศจนเกิดเป็นฝนกรดตกสะสมในระยะ 7 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าเป็นเวลานานหลายปี สร้างความเสียหายต่อคน พืช และสัตว์เป็นจํานวนมาก พืชผลทางการเกษตรเสียหาย สัตว์มีแผลเน่าเปื่อยและล้มตาย ประชาชนในพื้นที่และพนักงานโรงไฟฟ้าหลายพันคนล้มป่วย โดยมีอาการหายใจติดขัด คลื่นไส้ เวียนศีรษะ แสบตาและจมูก อันเป็นผลมาจากการสูดดมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าสู่ร่างกาย7
แม้ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ติดตั้งเครื่องตรวจจับและกําจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงทําการอพยพและจ่ายค่าชดเชยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่มลพิษทางอากาศยังคงเป็นปัญหาซํ้าซาก ด้วยข้อจํากัดทางภูมิประเทศของแม่เมาะที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่มีภูเขาล้อมรอบ ทําให้อากาศและมลพิษถูกกักอยู่ในระดับตํ่า ไม่สามารถถ่ายเทออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ8 นอกจากนี้ กิจกรรมของโรงไฟฟ้ายังมีการดําเนินอย่างต่อเนื่อง มีการถลุงแร่ ขนส่งถ่านหิน และการเผาถ่านหินเพื่อนําไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งล้วนปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์และสารมลพิษอื่นๆ สู่สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนจากแม่เมาะ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “ถ่านหิน” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็นเทคโนโลยีพลิกโลกในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม กลับกลายมาเป็นต้นตอของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเป็นแหล่งกําเนิดมลพิษที่คุกคามสุขภาพของผู้คน ทําลายชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เหตุการณ์จากแม่เมาะจึงไม่ใช่เพียงบทเรียนของปัญหาเชิงนโยบาย หากยังเป็น “บาดแผลและความเจ็บปวด” ที่ยากจะลบเลือนจากความทรงจําของผู้คนที่เผชิญกับผลกระทบจากความเสียหายและการสูญเสียอย่างใกล้ชิด
ถอดบทเรียนมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลในเกาหลีใต้
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศเรื้อรัง โดยมีสาเหตุสําคัญจากภาคอุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น ตัวการหลักที่อาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยถึงประมาณร้อยละ 86 จากผู้เสียชีวิตทั้งหมดราว 23,200 ราย โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ กรุงโซลและจังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีความหนาแน่นประชากรสูง9
รัฐบาลเกาหลีได้จัดปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 เป็น “ภัยพิบัติทางสังคม” (social disaster) และดําเนินมาตรการเชิงรุกอย่างจริงจัง เช่น เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมภาคการคมนาคม ห้ามใช้รถยนต์ส่วนตัวในช่วงเวลาที่มีค่าฝุ่นสูง ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนฟรี และที่สําคัญคือการควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล เนื่องจากลักษณะการทํางานของโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลมีบทบาทสําคัญต่อมลพิษทางอากาศจากลักษณะการเปิด–ปิดเครื่องบ่อยครั้ง ทําให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อมมากกว่าช่วงเดินเครื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านพลังงานในปัจจุบันของเกาหลีใต้กลับสวนทางกับมาตรการควบคุมมลพิษ โดยยังคงแผนขยายโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลให้ถึง 59.1 กิกะวัตต์ ภายในปี 2577 และต่ออายุการใช้งานไปจนถึงปี 2610 รายงานคาดการณ์ว่า หากดําเนินการตามแผนดังกล่าวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะทําให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรสะสมมากถึง 23,200 ราย ภายในปี 2610
- แก๊งค์ปิศาจฝุ่นพิษ, “ฝุ่นพิษ PM 2.5 ทําไมใครก็ว่าร้าย?,” Greenpeace Thailand, 5 ตุลาคม 2559, https://www.greenpeace.org/thailand/story/2162/pm25-invisible-villians/
- โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ, “การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม,” การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, https://nbcc.egat.co.th/home/environment.php
- “European Union—Regulations for NOx and CO,” EnergyLink International, https://energylinkinternational.com/wp-content/uploads/2020/10/European-Union-%E2%80%93-Regulations-for-NOx-and-CO.pdf
- ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน, “โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล แหล่งกําเนิดมลพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ถูกมองข้าม,” Greenpeace Thailand, 26 กุมภาพันธ์ 2568, https://www.greenpeace.org/thailand/story/54773/fossil-gas-powerplant-another-pm25-source-bkk/
- “ศึกษาฝุ่นด้วยเทคนิคดาราศาสตร์ ‘ละอองลอยทุติยภูมิ’ คือสาเหตุหลักฝุ่น PM 2.5?,” PPTV, 28 มกราคม 2568, https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/241564
- ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน, “โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล แหล่งกําเนิดมลพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ถูกมองข้าม.”
- เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง และสุกรานต์ โรจนไพรวงศ์, “PM 2.5 กับอุตสาหกรรม ตอนที่ 2: กรณีมลพิษอากาศอุตสาหกรรมในตํานาน,” มูลนิธิบูรณะนิเวศ, 6 มิถุนายน 2566, https://www.earththailand.org/th/article/6823
- ชูชัย ศุภวงศ์, “เหตุเกิดที่แม่เมาะ,” หมอชาวบ้าน เล่มที่ 164 (ธันวาคม 2535), https://www.doctor.or.th/article/detail/3212
- Seukyoung Lee, Gyuri Cho, and Gahee Han, Bridge to Death: Air Quality And Health Impacts of Fossil Gas Power, (SFOC, 2021), https://energyandcleanair.org/wp/wp-content/uploads/2021/12/SFOC-Air-Quality_Health-Impacts_Gas-Power_.pdf