น่าจะจริง
ขึ้นชื่อว่า “ก๊าซธรรมชาติ” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเกิดตามธรรมชาติ ประเทศไทยเราโชคดีที่ได้ “ส้มหล่น” มีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้เราขุดขึ้นมาใช้ได้ โดยที่ธรรมชาติไม่เคยส่งบิลมาเรียกเก็บ
ผู้เชี่ยวชาญพลังงานหลายท่านเห็นตรงกันว่า ในอ่าวไทย ก๊าซธรรมชาติที่คนไทยได้มาฟรีๆ ขณะนี้เหลือให้เราใช้ไม่ถึง 10 ปี
ย้อนไปกว่าหนึ่งทศวรรษที่แล้ว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงานในสมัยนั้น อธิบายสถานการณ์เรื่องก๊าซธรรมชาติของไทย ในงานสัมมนา “10 ปี พลังงานทดแทน ทางรอดก่อนก๊าซหมดอ่าวไทย” ว่า
ประเทศไทยอาจประสบปัญหาวิกฤติก๊าซธรรมชาติในอีก 6–7 ปีข้างหน้า เนื่องจากก๊าซจะหมดจากอ่าวไทยหากไม่มีการสํารวจแหล่งใหม่เพื่อผลิตเพิ่มเติม นอกจากนี้ ความต้องการใช้แอลเอ็นจี [LNG ก๊าซธรรมชาติเหลว] ของไทยเริ่มปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปี 2562 ไทยจะเกิดวิกฤติขาดแคลนแอลเอ็นจีได้ เพราะตามแผนพัฒนาไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ พีดีพี 2010 …พบว่า ความต้องการใช้แอลเอ็นจีจะพุ่งขึ้นเกิน 10 ล้านตันต่อปี ขณะที่คลังเก็บแอลเอ็นจีของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) จะมีรองรับได้เพียง 10 ล้านตันเท่านั้น…
นอกจากนี้ การแสวงหาแหล่งลงทุนผลิตแอลเอ็นจีในอนาคตของไทยเป็นไปได้ยาก เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น จีน ยุโรป เกิดความต้องการใช้แอลเอ็นจีสูงและเข้าไปลงทุนจองซื้อแอลเอ็นจีกันเกือบหมดในแหล่งก๊าซสําคัญของโลก และไม่สนใจจะร่วมลงทุนกับ ปตท. เนื่องจากเป็นผู้ใช้รายเล็กและไม่มีความชํานาญในธุรกิจแอลเอ็นจี รวมทั้งปัจจุบัน ปตท. มีสัญญาซื้อแอลเอ็นจีระยะยาว 20 ปี จากประเทศกาตาร์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยเริ่มนําเข้ามาแล้วตั้งแต่ปี 2555 และยังอยู่ระหว่างการแสวงหาซื้อแอลเอ็นจีเพิ่มเติมซึ่งยังอยู่ในขั้นเจรจาเท่านั้น
ดังนั้น ปัญหาทั้งหมดจะกลายเป็นอุปสรรคสําคัญต่อความมั่นคงด้านก๊าซของประเทศไทย
นายสุเทพสรุปว่า จากอุปสรรคดังกล่าว ทําให้กระทรวงพลังงานต้องเร่งปรับแผนพีดีพีฉบับใหม่โดยเร็ว เพื่อลดการใช้ก๊าซลง โดยเฉพาะในภาคขนส่งที่มีการใช้ก๊าซอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งต้องพยายามผลักดันให้ภาคขนส่งหันไปใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เวลาล่วงเลยมาอีก 10 ปี การบริโภคก๊าซธรรมชาติไม่ได้ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะไทยยังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
เพียงแต่ในเมื่อก๊าซในอ่าวไทยร่อยหรอ ก็ต้องนําเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้น
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อํานวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน1 ระบุว่า ในร่างแผนก๊าซธรรมชาติที่อยู่ระหว่างจัดทํา คาดว่าในปี 2580 จะมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 4,747 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
แต่ปัญหาคือ หลายปีที่ผ่านมาเรานําเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคามีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง จากปัญหาภูมิอากาศแปรปรวน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้น โดยในปี 2566 เรานําเข้า LNG ในสัดส่วน 31.2% ของทั้งหมด จัดหาก๊าซฯ ภายในประเทศ 56.88% ที่เหลือนําเข้าจากเมียนมาอีก 11.92% แต่ในปีต่อๆ ไปการนําเข้า LNG จะเพิ่มขึ้นอีก ผลจากการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพราะ LNG มีราคาสูงกว่าก๊าซฯ ในอ่าวไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลถึงปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทย ซึ่งเราค้นพบมาตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลที่วันนี้มีปริมาณน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย เพราะคาดกันว่า เราอาจใช้ก๊าซจากอ่าวไทยต่อไปได้อีกไม่เกิน 10 ปี
ข้อมูลจากร่างแผนก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567 (Gas Plan 2024) ยังระบุด้วยว่า ประเทศต้องจัดหานําเข้า LNG ในปี 2580 เพิ่มอีก 1,768 ลูกบาศก์ฟุต ทําให้สัดส่วนการพึ่งการนําเข้า LNG เปลี่ยนเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ การจัดหาก๊าซฯ ในประเทศลดลงเหลือ 36 เปอร์เซ็นต์ และก๊าซฯ จากเมียนมาจะลดลงเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์
“ก๊าซธรรมชาติกําลังจะหมดจากอ่าวไทย” วันนี้จึงยังเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่ปฏิเสธไม่ได้ และควรจุดประกายการถกเถียงอภิปรายอย่างกว้างขวาง ถึง “ส่วนผสมพลังงาน” ที่เหมาะสมสําหรับประเทศ ช่วยให้ไทยพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานได้มากขึ้น และออกเดินบนเส้นทางสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าได้อย่างยั่งยืน
- “‘ก๊าซธรรมชาติ’ จะหมดอ่าวไทย?,” ไทยรัฐ, 22 ตุลาคม 2567, https://www.thairath.co.th/news/local/2821137