ไม่จริง!
เมื่อรถยนต์ไฟฟ้า (electric vehicles—EV) ศูนย์ข้อมูล (data center) และพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเติบโตในประเทศไทย หลายฝ่ายโต้แย้งว่าเราต้องสร้างโรงไฟฟ้าฐาน (base load) เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่นั่นเป็นความจริงหรือไม่
เพื่อตอบคําถามนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าความต้องการไฟฟ้ามีกลไกอย่างไร และโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ มีบทบาทแตกต่างกันอย่างไร
ความต้องการไฟฟ้าในประเทศไทยมีความผันผวนตลอดทั้งวัน ตํ่าสุดในเวลากลางคืน เพิ่มขึ้นในตอนเช้าเมื่อผู้คนตื่นนอน สูงสุดในช่วงเย็น และลดลงอีกครั้งในเวลากลางคืน เพื่อให้อุปทานสมดุลกับอุปสงค์ จึงต้องอาศัยโรงไฟฟ้าหลายประเภทในการตอบสนองต่อความต้องการ
- โรงไฟฟ้าฐาน (base load) ทํางาน 24/7 และนําส่ง “ไฟฟ้าฐาน” อย่างต่อเนื่อง โรงไฟฟ้าฐานประกอบด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined-Cycle Gas Turbine—CCGT) มีประสิทธิภาพสูงเมื่อทํางานเต็มกําลัง แต่ช้าในการเพิ่มหรือลดกําลังการผลิต
- โรงไฟฟ้าสําหรับช่วงความต้องการปานกลาง (intermediate load) จัดการส่วนกลางของเส้นโค้งความต้องการ เปิดและปิดตลอดทั้งวัน CCGTs และโรงไฟฟ้าชีวมวลมักทําหน้าที่นี้
- โรงไฟฟ้าสําหรับช่วงความต้องการสูงสุด (peak load) ทํางานเฉพาะในช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีความต้องการสูง เช่น ยามบ่ายที่ร้อนอบอ้าวหรือมีความต้องการเพิ่มขึ้นกะทันหัน โรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์นี้ทํางานได้เร็วและยืดหยุ่น แต่มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินการสูง และบทบาทนี้เองกําลังถูกแทนที่ด้วยแบตเตอรี่และพลังนํ้าแบบสูบกลับมากขึ้น
ในอดีต การมีโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าฐานที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่ระบบพลังงานในปัจจุบันกําลังเปลี่ยนแปลง
เกิดอะไรขึ้นเมื่อพลังงานหมุนเวียนเติบโต?
เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นแหล่งไฟฟ้าที่ถูกที่สุดและขยายตัวอย่างรวดเร็ว มันก็เพิ่มความผันผวนให้กับโครงข่าย เช่น การส่งพลังงานเข้าโครงข่ายในช่วงกลางวันแต่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเย็น เพื่อจัดการความผันผวนนี้ โครงข่ายต้องการ ความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ใช่โรงไฟฟ้าฐานที่แข็งกระด้างมากขึ้น
รายงานผลการศึกษาปี 2021 ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency—IEA) เรื่อง Thailand Power System Flexibility Study ระบุชัดเจนว่า “ระบบพลังงานของประเทศไทยจะต้องการความยืดหยุ่นในการดําเนินงานในระดับที่สูงขึ้นเพื่อรองรับแหล่งพลังงานหมุนเวียนผันแปร (VRE) และรูปแบบการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเกิดจากการใช้ EV ที่กว้างขวางขึ้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง”
ในบริบทใหม่นี้ การสร้างโรงไฟฟ้าฐานเพิ่ม โดยเฉพาะที่ไม่สามารถปรับเพิ่มลดได้ง่าย อาจทําให้การผนวกรวมพลังงานหมุนเวียนยากขึ้น
งั้น… ประเทศไทยต้องการโรงไฟฟ้าฐานเพิ่มหรือไม่?
ประเทศไทยมีสัดส่วนโรงไฟฟ้าฐานสูงมากแล้ว กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของระบบทั้งหมดมาจากโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและ CCGTs ขนาดใหญ่
อาจมีสถานการณ์ที่เราต้องการโรงไฟฟ้าฐานเพิ่มหรือไม่? มีเหมือนกัน แต่เฉพาะในกรณี เช่น
- หากศูนย์ข้อมูลเติบโตอย่างรวดเร็วและดําเนินงาน 24/7 โดยไม่ใช้พลังงานสะอาดของตนเอง
- หาก EV ชาร์จส่วนใหญ่ในเวลากลางคืนเมื่อโครงข่ายตึงตัว
- หากโรงไฟฟ้าฐานเก่าถูกปลดระวางเร็วกว่าการเพิ่มโรงไฟฟ้าทดแทน
แต่ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ประเทศไทยไม่ต้องการโรงไฟฟ้าฐานเพิ่ม เหตุผลคือ
- การชาร์จ EV สามารถจัดการได้อย่างยืดหยุ่นด้วยการชาร์จอัจฉริยะและมาตรการกําหนดราคาตามช่วงเวลาใช้ ประเด็นนี้ถูกเน้นยํ้าในรายงานการศึกษาของ IEA เรื่อง Thailand Power System Flexibility Study ที่อ้างอิงข้างต้น
- ประเทศไทยใช้พลังงานนํ้านําเข้าบางส่วน ซึ่งสามารถทําหน้าที่ทั้งโรงไฟฟ้าฐานและตอบสนองช่วงความต้องการสูงสุดอย่างยืดหยุ่นได้ ผลการศึกษา IEA อีกเรื่องหนึ่ง Thailand Renewable Grid Integration Assessment ชี้ให้เห็นว่าการนําเข้าพลังงานนํ้าจากลาวสามารถส่งได้อย่างยืดหยุ่น และการจัดซื้อพลังงานควรให้ความสําคัญกับการเพิ่มความยืดหยุ่นมากกว่ากําลังการผลิตที่ไม่ยืดหยุ่น
- แบตเตอรี่และความยืดหยุ่นด้านอุปสงค์ที่ใช้ได้ผ่านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (สมาร์ทกริด) จะช่วยสร้างสมดุลอุปทานพลังงานเมื่อการผลิตจากแสงอาทิตย์และลมตํ่า เมื่อราคาแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนแพ็คแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเฉลี่ยทั่วโลกลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2024 ระบบแสงอาทิตย์-แบตเตอรี่ขณะนี้แข่งขันกับโรงไฟฟ้าฟอสซิลได้แล้วในด้านต้นทุน
ศูนย์ข้อมูลจํานวนมากไม่จําเป็นต้องอาศัยโรงไฟฟ้าฐานฟอสซิลเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่เรียกร้องศูนย์ข้อมูลกําลังมุ่งเป้าไปที่พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น กูเกิล (Google) กําลังลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในศูนย์คลาวด์และศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย และวางแผนจะตั้งศูนย์เหล่านี้ร่วมกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนโดยใช้ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ผู้ประกอบการรายอื่นๆ รวมถึง บี.กริม เพาเวอร์ (ซึ่งมีกําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนกว่า 1 กิกะวัตต์) และโครงการระดับภูมิภาคเช่น GSA Green Data Center ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย กําลังออกแบบสิ่งอํานวยความสะดวกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดตั้งแต่เริ่มต้น ศูนย์ AI และคลาวด์แห่งหนึ่งที่กําลังจะมาถึงในชลบุรีกระทั่งประกาศวางแผนรวมโซลาร์ฟาร์มลอยนํ้าขนาด 19.5 เมกะวัตต์
รายงานปี 2024 ของ Agora Energiewende เรื่อง Electricity Market Designs in Southeast Asia ระบุว่า “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในประเทศไทยมีการวางแผนมากขึ้นให้สอดรับกับการจัดซื้อโซลาร์ ลม และโซลูชันพลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริดมากขึ้น สนับสนุนโดยโมเดลสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น”
แต่โครงสร้างสัญญายังขวางทาง
การวิเคราะห์โดย Agora Energiewende และ International Energy Agency (IEA) ได้เน้นประเด็นสําคัญเดียวกันในระบบไฟฟ้าของประเทศไทยว่า เรามีโรงไฟฟ้าฐานมากเกินความต้องการแล้ว และสัญญาที่เคร่งครัดเกินไปทําให้ปรับตัวยาก สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreements—PPAs) ส่วนใหญ่สําหรับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลรับประกันไฟฟ้าขั้นตํ่าที่สาธารณูปโภคต้องซื้อ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ สัญญา “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (take-or-pay) เหล่านี้ไม่สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดการผลิตลง แม้ในยามที่แสงอาทิตย์หรือลมจะถูกกว่าหรือมีประสิทธิภาพมากกว่า
อันที่จริง IEA พบว่าสัญญาเหล่านี้หลายฉบับในประเทศไทยขยายเกินปี 2030 และภาระผูกพันการซื้อขั้นตํ่าคาดว่าจะลดลงเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในกรอบเวลานี้ นั่นหมายความว่าโรงไฟฟ้าฐานส่วนใหญ่ของระบบถูกล็อกไว้อย่างมีประสิทธิภาพ จํากัดความยืดหยุ่นและแย่งพื้นที่กับพลังงานหมุนเวียน ที่แย่กว่านั้น ความเคร่งครัดนี้เพิ่มต้นทุนระบบและทําให้โครงข่ายรองรับเทคโนโลยีอย่าง EV และแสงอาทิตย์ยากขึ้น
กล่าวโดยสรุป EV และ data center ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าประเทศไทยต้องการโรงไฟฟ้าฐานเพิ่ม สิ่งที่ประเทศต้องการจริงๆ คือโครงข่ายไฟฟ้าที่ฉลาดและยืดหยุ่นมากขึ้น การผสานรวมพลังงานหมุนเวียนที่ดีขึ้น สัญญาที่ฉลาดขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานสําหรับศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานสะอาด จะทําให้ประเทศไทยสามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าในอนาคตได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น โดยไม่ต้องติดกับดักทางความคิดที่ว่า เราต้องมีโรงไฟฟ้าฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่าเดิม