จริง

อัตราค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายมีสูตรการคํานวณเหมือนราคาสินค้าต่อหน่วยทั่วไป นั่นก็คือ ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่เราจ่ายมาจากผลรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดหารด้วยหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้หรือหน่วยไฟฟ้าที่ขายได้ แต่เดิมประชาชนซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าจะประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าและแผนการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้า รับซื้อไฟฟ้า ลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามหน่วยไฟฟ้าที่ประชาชนต้องการ ต่อมาประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองโดยติดแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าในตอนกลางวัน หรือติดแผงโซลาร์พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (battery energy storage system—BESS) ซึ่งสามารถใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันและช่วงกลางคืนบางส่วนและเวลาที่เหลือจึงจะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ซึ่งหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อกับการไฟฟ้านั้นมีจํานวนน้อยกว่าที่การไฟฟ้าประมาณการไว้เบื้องต้นก่อนการลงทุนต่างๆ จึงส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นและทําให้ประชาชนที่ยังซื้อไฟฟ้ากับการไฟฟ้าจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น เนื่องมาจากตัวหารน้อยลง

โครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศไทยสามารถแบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายไม่ผันแปร กับค่าใช้จ่ายผันแปร ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่ผันแปรตามปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่จําหน่ายได้ อันได้แก่ ค่าความพร้อมจ่าย (availability payment—AP) หรือเงินลงทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าและค่าบํารุงรักษาโรง­ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายระบบส่งไฟฟ้า (transmission system operation—TSO) ค่าใช้จ่ายระบบจําหน่ายไฟฟ้า (distribution system operation—DSO) ซึ่งทั้ง TSO และ DSO ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนสายส่งไฟฟ้า การลงทุนขยายระบบจําหน่ายไฟฟ้ารวมถึงค่าบํารุงรักษา ผลตอบแทนการลงทุนของการไฟฟ้าทั้งสามองค์กร (กฟผ./กฟน./กฟภ.) (return on invested capital—ROIC)
  • ค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่จําหน่ายได้หรือผลิตได้ ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า (energy payment—EP) ค่าซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ค่าใช้จ่ายนโยบายภาครัฐ เช่น การให้ใช้ไฟฟ้าฟรี ฯลฯ

การประมาณการอัตราค่าไฟฟ้าช่วงเดือนกันยายน–ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า1 สามารถแยกค่าใช้จ่ายตามรายละเอียดในตารางด้านล่าง และหากสมมติว่าหน่วยที่รับซื้อไฟฟ้า หน่วยที่ผลิตไฟฟ้า หน่วยที่จําหน่ายไฟฟ้า มีการเปลี่ยนแปลงลดลง 5% เนื่องจากประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น หรือที่เรียกว่า การลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย (รายละเอียดตามตารางด้านล่าง)

ปัจจุบันต้นทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้ามีราคาถูกมาก ขั้นตอนในการขออนุญาตสามารถทําได้ง่ายขึ้น ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าสีเขียว อีกทั้งมีนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศหรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Boarder Adjustment Mechanism—CBAM) ในการส่งสินค้าไปจําหน่ายยังประเทศสภาพยุโรป ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บริษัทต่างๆ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวหรือมีการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือการซื้อไฟฟ้าสีเขียวตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้าในรูปแบบ Direct PPA (Power Purchase Agreement) ทําให้มีความต้องการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าน้อยลงจากที่ประมาณการไว้ ทําให้ประชาชนหรือบริษัทที่ไม่ได้ติดโซลาร์ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้นซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชนกลุ่มนี้

ถึงแม้อัตราโครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบันไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ติดโซลาร์ แต่ภาคประชาชนและภาครัฐก็ไม่ควรหยุดยั้งหรือขัดขวางการเติบโตของการติดแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์มีราคาตํ่ากว่าราคาค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้า ทําให้เกิดกระแสการใช้ไฟฟ้านอกระบบของการไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “การถอนตัวจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า” (grid defection) หรือ “การลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า” (reduced grid exposure) ซึ่งไม่มีใครสามารถหยุดกระแสนี้ได้ เพราะค่าไฟฟ้าที่ผลิตเองได้นั้นถูกกว่าซื้อไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า ปัจจุบันการไฟฟ้าทั้งสามองค์กร (กฟผ./กฟน./กฟภ.) ทําได้เพียงบางมาตรการเพื่อชะลอไม่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าถอนตัวจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีมาตรการรองรับแบบยั่งยืนเพื่อนําไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสําหรับสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นแทนที่จะขัดขวางการเติบโตการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในการจัดทําร่างแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan—PDP) ปี 2024 ก็ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี พ.ศ. 2573

การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้มีความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนเป็นสิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าเดิมที่การไฟฟ้าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นมีภาระผูกพันตามสัญญามากเกินไป คือ “ซื้อหรือไม่ซื้อไฟฟ้าก็ต้องจ่าย” (take-or-pay) ผู้ใช้ไฟฟ้าจะซื้อหรือไม่ซื้อไฟฟ้าก็ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าให้เอกชนที่สร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว และการวางแผนที่ผิดพลาดโดยผู้กําหนดและวางแผนนโยบายในอดีตทําให้ภาระผูกพันเหล่านี้กลายเป็น “ต้นทุนค่าไฟฟ้าเดิม” (legacy costs) ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับผิดชอบ หากไม่สามารถเอาผิดผู้วางแผนและกําหนดนโยบายในอดีตได้ ต้นทุนค่าไฟฟ้าเดิมก็จะต้องตกเป็นภาระของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าตลอดไปจนกว่าจะหมดภาระผูกพัน ซึ่งส่วนใหญ่อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอยู่ที่ 20–30 ปี

นอกจากนี้ ภาครัฐยังอยู่ระหว่างจัดทําโครงการ Direct PPA คือ ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าซื้อไฟฟ้าสีเขียวจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนโดยผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า สําหรับกลุ่มอุตสาหกรรม data center จํานวน 2,000 เมกะวัตต์เพื่อดึงดูดบริษัทเอกชนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าภาครัฐจะเรียกเก็บอัตราค่าใช้บริการโครงข่ายไฟฟ้า (wheeling charge) แต่ยังไม่มีการประกาศอัตราฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานประกาศใช้อัตรา wheeling charge ในโครงการ ERC Sandbox ไว้ที่ 1.0694 บาทต่อหน่วย ซึ่งประกอบไปด้วย ancillary service 0.0707 บาทต่อหน่วย transmission charge 0.2418 บาทต่อหน่วย distribution charge 0.5162 บาทต่อหน่วย และค่าใช้จ่ายนโยบายภาครัฐ 0.2407 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็มีคําถามว่าค่าใช้จ่ายนี้ภาครัฐเรียกเก็บจากโครงการ DPPA จะนํามาปรับลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนหรือไม่ และยังมีคําถามว่าถ้าหากภาครัฐต้องสร้างระบบสายส่งและขยายระบบจําหน่ายเพื่อรองรับโครงการ Direct PPA สําหรับ data center นี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกผลักเข้ามาในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายหรือไม่

ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนและช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลราคาแพงไปสู่ไฟฟ้าสีเขียวราคาถูก มาตรการเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องดําเนินการคือ ภาครัฐต้องหยุดลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนในรูปแบบ take-or-pay ในระยะยาว เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระ “ต้นทุนค่าไฟฟ้าเดิม” ซึ่งการซื้อไฟฟ้าแบบซื้อหรือไม่ซื้อก็ต้องจ่ายได้จํากัดความยืดหยุ่นที่จําเป็นสําหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานหมุนเวียน เพิ่มภาระต้นทุนที่ภาครัฐอาจต้องยกเลิกการใช้งานโรงไฟฟ้าฟอสซิล (stranded costs) และเพิ่มต้นทุนการดําเนินงานของระบบไฟฟ้า

การจะเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นนั้น สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างภาครัฐและเอกชนจําเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ควรเน้นไปที่การรับซื้อและบริการด้านไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (flexibility services) ที่เสริมกับพลังงานหมุนเวียนที่การผลิตขึ้นอยู่กับแสงแดดและลมได้อย่างลงตัวเมื่อมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยจําเป็นต้องมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้า3 ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้สามารถเห็นได้จากงานวิจัยและรายงานด้านนโยบายจากหน่วย­งานต่างๆ เช่น IEA, Agora Energiewende, BloombergNEF และการวิเคราะห์นโยบายพลังงานของไทย

ดังนั้น ภาครัฐควรต้องปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนให้มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งประชาชนทุกคนควรมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการสร้างระบบส่งไฟฟ้าและระบบจําหน่ายไฟฟ้า รวมถึงต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้าเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง (legacy cost) ตัวอย่างเช่น

การปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้า: เปลี่ยนจากการคิดค่าไฟฟ้าตามปริมาณการใช้ (บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ไปเป็นการออกแบบอัตราค่าบริการที่ครอบคลุมและสามารถจ่ายคืนต้นทุนคงที่ของระบบสายส่งและระบบจําหน่ายของการไฟฟ้าได้ดี เช่น มีการคิดค่าธรรมเนียมการใช้บริการแบบคงที่ หรือค่าบริการตามกําลังการผลิตสําหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน (ทั้งที่ติดโซลาร์และไม่ติดโซลาร์) วิธีนี้จะช่วยให้การไฟฟ้ามีเงินไปจ่ายหรือลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการด้านไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดโซลาร์ยังคงต้องพึ่งพาระบบสายส่งและระบบจําหน่ายเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสํารองและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

การไฟฟ้าและผู้วางแผนหรือกําหนดนโยบายด้านไฟฟ้า: ควรคาดการณ์และบูรณาการแนวคิดเรื่องการถอนตัวจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าและการพัฒนาไมโครกริด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถอนตัวจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานที่มากเกินไปจนกลายเป็นสินทรัพย์ที่ต้องยกเลิกการใช้งาน (stranded assets) และยังคงรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการไฟฟ้าไว้ด้วย2

อัตราค่าไฟฟ้าต้องมีความแตกต่างตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราที่เหมาะสม: อัตราค่าไฟฟ้าควรคิดราคาตามช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าหรือตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า (time-of-use pricing) ซึ่งควรปรับราคาให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ส่งผลให้มีการใช้ระบบสายส่งจํานวนมาก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดโซลาร์ติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลง รวมถึงใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เป็นประโยชน์ต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ามากที่สุด สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของระบบโครงข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดโซลาร์ในอัตราที่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง เพื่อลดการทิ้งไฟฟ้าส่วนเกินและได้ไฟฟ้าราคาถูกเข้าระบบของการไฟฟ้า

ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ร่วมกับแบตเตอรี่และบริหารระบบสายส่ง: ภาครัฐควรส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar-plus-storage) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการใช้ไฟฟ้าและยังสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนี้ การไฟฟ้าควรมีการบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้า เช่น การควบคุมความถี่ (frequency regulation) ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวมและแบ่งปันต้นทุนอย่างเป็นธรรมมากขึ้นสําหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกราย

การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎระเบียบ: ผู้กํากับดูแลนโยบายด้านไฟฟ้าต้องนํานโยบายที่ยืดหยุ่นและมีความสมดุลมาปรับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกผลักไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ติดโซลาร์ ขณะเดียวกันภาครัฐควรสนับสนุนการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน โดยคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใสและคํานึงความเท่าเทียมกันของทุกฝ่าย


  1. คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน, “เอกสารการรับฟังความคิดเห็น เรื่อง ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) สําหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2568,” 17 กรกฎาคม 2568, เข้าถึงได้จาก https://www.erc.or.th/th/listen-to-opinions/571
  2. “Solar, Wind and Batteries Could Enable Thailand to Reduce Reliance on LNG Imports,” BloombergNEF, May 19, 2025, https://about.bnef.com/insights/clean-energy/solar-wind-and-batteries-could-enable-thailand-to-reduce-reliance-on-lng-imports/
  3. Lin Bo-yu, “Thailand’s Slow DPPA Progress Risks Billions in Foreign Investment,” Reccessary, August 13, 2025, https://www.reccessary.com/en/news/thailand-slow-dppa-progress-risks-billions-foreign-investment

รายการอ้างอิง

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย. (2568ก, 1 มิถุนายน). ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด. https://www.egat.co.th/home/statistics-demand-annual/

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย. (2568ข, 17 กรกฎาคม). สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ก.ย.–ธ.ค.68. https://www.egat.co.th/ft/ft_sep68-dec68/ft-reason_sep68-dec68.html

คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน. (2568, 17 กรกฎาคม). เอกสารรับฟังความคิดเห็น เรื่องค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) สําหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2568. https://www.erc.or.th/th/listen-to-opinions/571

แนวทางหั่นค่าไฟเหลือ 3.70 บาทของ “ทักษิณ ชินวัตร”. (2568, 7 กุมภาพันธ์). Thai Publica. https://thaipublica.org/2025/02/thaksin-shinawatras-plan-to-cut-electricity-prices-to-3-70-baht/

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2568, 14 มกราคม). เขย่าโครงสร้างราคา ขยับสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี. https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2025/01/ข้อเสนอเขย่าโครงสร้างราคา-ขยับสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี.pdf

สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน. (2568, มิถุนายน 1). ปิโตรเลียม. เข้าถึงได้จาก สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน: https://www.eppo.go.th/index.php/th/energy-information/static-energy/static-electricity?orders[publishUp]=publishUp&issearch=1