ไม่จริง!
ถ้าหากเราตีความ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ว่า “การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง” เราก็อาจคิดว่า แน่นอนสิ ยิ่งเศรษฐกิจโต ประชากรเพิ่ม การรักษาความมั่นคงทางพลังงานก็น่าจะแปลว่าเราต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มไปเรื่อยๆ หรือมิใช่
แต่ในความเป็นจริง การสร้างหรือรักษาความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายความว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเสมอไป สามารถทําได้อีกหลายวิธี เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาพลังงานทดแทน และการกระจายแหล่งพลังงาน ในทางตรงกันข้าม การพึ่งพาการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เพียงอย่างเดียวอาจนําไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น การลงทุนที่สูงเกินความจําเป็น การเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซํ้าเติมภาวะโลกรวน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ในบทความ “เมื่อความมั่นคงทางพลังงานเป็นมากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม” โดย ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย และธัญญาภรณ์ สุรภักดี โครงการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย (JET in Thailand)1 ผู้เขียนทั้งสองทบทวนนิยาม “ความมั่นคงทางพลังงาน” จากหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก และพบว่า ความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงแค่ “มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ” แต่ครอบคลุมหลายมิติ ดังนี้
1. ราคาต้องไม่แพงจนเกินไป
ค่าไฟฟ้าต้องอยู่ในระดับที่ประชาชนและภาคเอกชนสามารถจ่ายได้ ไม่เป็นภาระมากเกินไป เพราะถ้าค่าไฟแพง ก็จะส่งผลต่อค่าครองชีพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติเน้นว่า ราคาที่เหมาะสมจะช่วยให้คนเข้าถึงพลังงานได้ง่าย และสนับสนุนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
2. เชื้อเพลิงต้องหาได้ง่ายและหลากหลาย
เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าควรเป็นของที่หาได้ในประเทศ มีปริมาณเพียงพอ และที่สําคัญคือ ไม่ควรพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
ถ้าเราใช้เชื้อเพลิงที่หาได้ยากหรือราคาแพง ก็จะสร้างภาระให้กับประเทศ หลายประเทศจึงพยายามลดการนําเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และหันมาใช้เชื้อเพลิงหลายแบบ เพื่อกระจายความเสี่ยง
3. ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและประหยัด
เทคโนโลยีที่ดีจะช่วยให้ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น แต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง และใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “สมาร์ทกริด” (smart grid) หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่สามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่าง smart ทั้งการผลิต การส่ง และการจําหน่ายไฟฟ้า ระบบนี้ยืดหยุ่นกว่าระบบเดิม และรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ดีกว่ามาก
4. ต้องคํานึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นี่คือมิติใหม่ที่หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศให้ความสําคัญมากขึ้น เพราะโลกกําลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกรวนที่รุนแรง เราจึงต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดเพื่อบรรเทาผลกระทบ
นอกจากนี้ การคํานึงถึงสิ่งแวดล้อมยังส่งผลต่อเศรษฐกิจอีกด้วย หลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เริ่มเก็บภาษีสินค้านําเข้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง บริษัทใหญ่ๆ ก็เริ่มเลือกตั้งโรงงานในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อบรรลุเป้าหมาย net zero (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์) ภายในปี ค.ศ. 2050
สถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานของไทย
แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของไทย (Power Development Plan: PDP) ยังเน้นไปที่การเพิ่มกําลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต แต่ปัญหาคือ แผนนี้คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินความเป็นจริงมาตลอด 20 ปี ส่งผลให้เรามีกําลังผลิตสํารองมากเกินจําเป็น มากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2566 และที่แย่คือ เราต้องจ่ายค่าไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ผ่านบิลค่าไฟ แม้ว่าโรงไฟฟ้าจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟก็ตาม
อีกปัญหาหนึ่งคือ เราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า และต้องนําเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) จากต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง LNG มีราคาแพงและผันผวนกว่าก๊าซในประเทศ
เห็นได้ชัดเจนจากช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทําให้ราคา LNG พุ่งสูงมาก ส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของธุรกิจ
จากข้อมูลปี 2566 พบว่า ไทยนําเข้า LNG เพิ่มขึ้น 54 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน และ LNG ที่นําเข้าบวกกับก๊าซจากเมียนมา คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง (43 เปอร์เซ็นต์) ของก๊าซทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ


สรุปง่ายๆ คือ การที่ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานทั้งในแง่ราคา และความพร้อมของเชื้อเพลิงอีกต่อไป
ถึงเวลาเปลี่ยนนิยามความมั่นคง: จาก “เพียงพอ” เป็น “ยืดหยุ่น”
ในยุคที่โลกร้อนและทุกประเทศต้องให้ความสําคัญกับความยั่งยืน ความมั่นคงทางพลังงานควรมีความหมายมากว่าการเพิ่มโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
จากการศึกษาของโครงการ CASE ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่าทั้ง 4 ประเทศยังวางแผนใช้ก๊าซธรรมชาติต่อไป และพยายามแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธีต่างๆ เช่น การเผาไฮโดรเจนหรือแอมโมเนียร่วมกับเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน
แต่วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และยังมีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนที่อาจสูงขึ้นมาก
ทางออกที่ดีกว่าคือ เราต้องเปลี่ยนความคิดจาก “รักษาแหล่งพลังงานให้เพียงพอ” เป็น “เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบพลังงาน”
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเราต้องเปลี่ยน “ระบบ” ให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น เช่น พัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าให้รองรับการกักเก็บไฟฟ้าและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น รวมถึงใช้มาตรการบริหารจัดการด้านอุปสงค์ (demand-side management) อาทิ กําหนดราคาค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลา (time-of-use rates) หรือการคิดค่าบริการตามความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (peak-load pricing) เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคย้ายการใช้ไฟฟ้าไปยังช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้าถูกกว่า หรือให้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินแก่ผู้บริโภคที่ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด
รวมถึงต้องปลดล็อกให้ประชาชนคนธรรมดาผลิตพลังงานเองได้ จากพลังงานหมุนเวียนระดับชุมชนหรือครัวเรือน เช่น หลังคาโซลาร์
เพราะสุดท้าย “ความยืดหยุ่น” คือรากฐานสําคัญของความมั่นคงทางพลังงานในยุคที่ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนพลังงานฟอสซิล และเป็นทางเดียวที่จะทําให้เราบรรลุเป้าหมาย net zero ได้จริง
- ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย และธัญญาภรณ์ สุรภักดี, “เมื่อความมั่นคงทางพลังงานเป็นมากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม,” JustPow, 10 กุมภาพันธ์ 2568, https://justpow.co/article-energysecurity/
รายการอ้างอิง
Bundesverband der Energie- und Wasserwirtschaft. (2012). Smart grids: The energy system of the future. https://www.bdew.de/media/documents/Pub_20120601_Brochure_Smart-Grids-Germany.pdf
Federal Ministry for Economic Affairs and Climate Action. (n.d.). Smart grids. BMWK. https://www.bmwk.de/Redaktion/EN/Artikel/Energy/smart-grids.html
NewClimate Institute and Agora Energiewende. (2024). Navigating the transition to net-zero emissions in Southeast Asia — Energy security, the role of gaseous energy carriers and renewables-based electrification. https://caseforsea.org/post_knowledge/navigating-the-transition-to-net-zero-emissions-in-southeast-asia-energy-security-the-role-of-gaseous-energy-carriers-and-renewables-based-electrification/